
วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า การยุบสภาล่าสุดส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในหลายแง่มุม เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ส่งผลให้วงจรการเมืองไทยวนกลับเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ภายในกรอบเวลา 45–60 วันตามรัฐธรรมนูญ หรือประมาณราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และอาจจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน 2569
สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านได้เพิ่มระดับความไม่แน่นอนด้านนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการอนุมัติและการเบิกจ่ายงบลงทุนสำหรับโครงการใหม่ของภาครัฐ ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มแผ่วลง ขณะเดียวกันการเกิดสุญญากาศทางการเมืองอาจลดทอนศักยภาพในการดำเนินนโยบายด้านการทูตและการเจรจาการค้า ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ภายใต้บริบทดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อย่างไรก็ดี หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี จากการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกลับมาขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ และการเดินหน้าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 1.8% จากประมาณการที่ 2.1% ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีอยู่ หากความไม่แน่นอนทางการเมืองลากยาวหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าคาดซึ่งอาจกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
วิจัยกรุงศรี คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.25% จากปัจจุบัน 1.50% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจและการเมือง การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในกลางสัปดาห์นี้ วันที่ 17 ธันวาคม วิจัยกรุงศรีประเมิน กนง.มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ซึ่งจะเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ เนื่องจาก (i) เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจน หลังจาก GDP ในไตรมาส 3 หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี (–0.6% QoQ sa) สะท้อนการสูญเสียแรงส่งทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแม้มีสัญญาณฟื้นตัวโดยได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นของรัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน แต่ผลบวกดังกล่าวถูกลดทอนไปบางส่วนจากผลกระทบของอุทกภัยในภาคใต้ (ii) แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 ติดลบเล็กน้อยราว -0.2% และคาดว่าจะยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1–3%) ตลอดปี 2569 (iii) ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ภาคธุรกิจและครัวเรือนยังเผชิญภาระหนี้สูง รวมถึงสินเชื่อภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง และ (iv) ล่าสุดปัจจัยทางการเมือง สถานะของรัฐบาลรักษาการซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐโครงการใหม่ มีแนวโน้มลดทอนแรงส่งเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 2568 ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลังดังกล่าว นโยบายการเงินจึงอาจเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในฐานะ Counter-cyclical policy เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงขึ้นที่กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ 1.50% ลงสู่ระดับ 1.00% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569




