นายกฯ อนุทิน สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา

Date:

วันที่ 9 ม.ค. ที่กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายอนุทิน แถลงผลการประชุมว่า การประชุมวันนี้เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลธุรกรรมต่างๆ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ Data Hub เพื่อสามารถนำไปใช้ในการติดตามธุรกรรมทางการเงินได้ แต่ตัวกลางทางการเงินบางประเภทอย่างเช่นทองคำ ยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกรรม จึงได้สั่งการ 3 ข้อ ดังนี้ 

1 ในส่วนของทองคำ ขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์ และวางมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ และพิจารณายกระดับหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินของร้านค้าทองคำที่ต้องมารายงานต่อปปง.หรือกรมสรรพากร ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ขอให้พิจารณาปรับลดลงว่าจะปรับลดลงมาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และทำเป็นขั้นบันได

2 ทองคำที่ผ่านการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง ที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่กำหนดการซื้อขายทองคำโดยที่ไม่มีการส่งทองคำจริง จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าว ให้แก่กรมสรรพากร และให้ศึกษาแนวทางภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำร่วมกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

3 สินทรัพย์ดิจิทัลขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการกฎเกณฑ์ด้านข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) เพื่อให้ผู้บริหารสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย ได้รวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม ของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลหรือวอลเลตต่างๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนได้ และเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลธุรกรรมทางการเงินนี้ เราจะทำให้มีการจัดเก็บได้อย่างครบถ้วนมีคุณภาพ และต้องสร้างระบบป้องกัน เพราะช่วงนี้มีการแฮ็กข้อมูลกันง่ายมาก รวมถึงเพื่อให้เกิดการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที  

รวมถึงการจำกัดวงเงินธุรกรรมตามระดับความเสี่ยงของลิสต์โปรไฟล์ด้วย จึงขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประสานการทำงานแบบบูรณาการทุกระดับ และทำงานร่วมกันด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งพวกเราทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงได้

นายอนุทิน กล่าวว่า เชื่อว่าสิ่งที่ประชุมในวันนี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ รวมถึงสกัดกั้นป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินทุกรูปแบบ วันนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเฉพาะดิจิทัลเท่านั้น แต่พูดถึงระบบอนาล็อคด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบโบราณดั้งเดิมก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆมีความระมัดระวังอย่าคิดว่าหมดไปแล้ว หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์มหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นจากนานาประเทศได้ในทุกมิติ

นายกฯ บอก “ไม่มี” การเมือง หลังสื่อถามเข้มปราบทุนสีเทาช่วงนี้ ย้ำ”ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

วันที่ 9 ม.ค. ที่กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่านายกฯตรวจสอบเรื่องทุนสีเทาในช่วงนี้จะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ว่า ไม่มี  เมื่อถามว่า ตอนนี้มีรายชื่อของนักการเมืองหลุดออกมา 10 ชื่อ นายกฯ ตอบว่า  “ก็บอกแล้วไงว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ให้พูดหลายทีอีกแล้ว”

เอกนิติ ยันจะทำสวรค์ของการฟอกเงินให้กลายเป็นนรก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รมว.คลัง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย

“ที่ผ่านมาไทยถูกมองว่า เป็นสวรรค์ของการฟอกเงินเทา เงินดำ การเข้มงวดแก้ปัญหานี้ 3-4 เดือน จะเปลี่ยนสวรรค์ฟอกเงิน ให้เป็นนรก”

แบงก์ชาติ จ่อจำกัดซื้อทองคำ 100-200 ล้านบาทต่อวัน ป้องกันเงินเทา และทำค่าเงินบาทแข็ง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหาเงินเทา ในส่วนของแบงก์ชาติได้ดำเนินการ ตามอำนาจและจุดที่เป็นปัญหากระทบไปถึงทำให้ค่าเงินบาทแข็ง โดยได้มีการออกมาตรการต่อเนื่อง เช่น

1 การนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในไทยเกิน 2 แสนเหรียญาสหรัฐ ผู้นำเข้าต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงิน และวัตถุประสงค์ของการนำเงินเข้ามาจะนำไปใช้อะไร

2 คุมร้านแลกเงินตราต่างประเทศที่แบงก์ชาติกำกับดูแล โดยห้ามแลกเงินเกิน 8 แสนบาทต่อครั้งต่อคนต่อวัน 

3 แบงก์ชาติจะออกประกาศ ควบคุมธุรกรรมการซื้อขายทองบนแอป และบนกระดาษ ที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ให้แบงก์ชาติเรียกข้อมูลมาดูและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจำกัดการซื้อทองของบุคคลธรรมดาที่ซื้อให้ซื้อขายทองคำได้ไม่เกิน 100-200 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือความเหมาะสม

4 แบงก์ชาติอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดวงเงินซื้อขายของอิวอลเล็ตต่างๆ ที่เป็นช่องทางหนึ่งของเงินเทา โดยตอนนี้ให้เจ้าของอิวอลเล็ตเป็นผู้กำหนดวงเงินเหมาะสมไปพรางก่อน หลังจากนี้แบงก์ชาติจะติดตามพิจารณาเพดานที่เหมาะสมอีกครั้ง

คลังจ่อเก็บภาษีซื้อขายทองที่ไม่มีการส่งมอบ และศึกษาเก็บภาษีนำเข้าทอง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดคลัง กล่าวว่า Data Bureau ได้ปิดช่องโหวปัญหาเงินเทา ที่เกิดจากการซิ้อขายทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยในส่วนของกระทรวงการคลังจะมีการดำเนินการใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย

1 ออกประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งรมว.คลัง กำลังลงนามมีผลบังคับใช้ ให้ผู้ซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองกันจริง ต้องทำการพิสูจน์ตัวตน หรือ KYC

2 กรมสรรพากรกำหนดให้การเทรดทองคำบนแอป ต้องทำบัญชีพิเศษ และส่งขเอมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบ

3 การเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ กับผู้ซื้อขายทองคำโดยไม่มีการส่งมอบทองคำ ที่เป็นไปลักษณะเก็งกำไร โดยอัตราภาษีอยู่ระหว่างการพิจารณา และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายว่า ในช่วงนี้ยุบสภาแล้ว ยังสามารถทำเรื่องเก็บภาษีได้หรือไม่

4 ให้กรมศุลกากร ไปศึกษาการเก็บภาษีนำเข้าทอง ในอัตราที่เหมาะสม ที่ไม่กระทบกับการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณี

ก.ล.ต. จับมือ ปปง. ออกกฎคุมเงินเทาฟอกผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. ร่วมกับ สำนักงาน ปปง. พิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล

โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในไตรมาสแรกของปี 2569

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

แบงก์ชาติ คุมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาท ห้ามเกิน 50 ล้านบาท

แบงก์ชาติ คุมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาท ห้ามเกิน 50 ล้านบาท พร้อมยกระดับความโปร่งใสในการซื้อขาย มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569

Atome จับมือแบรนด์แฟชันระดับโลก มอบบริการช้อปก่อนจ่ายทีหลัง 

Atome ประเทศไทย เดินหน้าขยายฐานลูกค้า จับมือบริษัทผู้นำแบรนด์แฟชันระดับโลก มอบบริการช้อปก่อนจ่ายทีหลัง

ธอส. เดินหน้ายกระดับองค์กรด้วยนวัตกรรม  สู่ความยั่งยืน

ธอส. เดินหน้ายกระดับองค์กรด้วยนวัตกรรม เปิดโครงการ GHB IdeaLab 2026 ขับเคลื่อน Digital & Data-Driven Innovation สู่ความยั่งยืน

รมว.คลัง หนุน แบงก์ชาติ ปราบทุนเทา

รองนายกฯ และ รมว.คลัง หนุน แบงก์ชาติ สอบเข้มถอนเงินสดผิดปกติ ปราบทุนเทาทำร้ายเศรษฐกิจ