
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รานงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2568 พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ได้แก่ หนี้เสียยังต้องเฝ้าระวัง สำหรับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่สถานการณ์การจ้างงานหดตัวลงเล็กน้อย อัตราการว่างงานลดลงชัดเจน และสถานการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แย่ลง ขณะที่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง

หนี้สินครัวเรือน (ไตรมาสสอง ปี 2568) หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หนี้เสียยังต้องเฝ้าระวัง
หนี้สินครัวเรือนไตรมาสสอง ปี 2568 ลดลงตามการหดตัวของสินเชื่อสถาบันการเงิน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังต้องเฝ้าระวัง โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านก่อนการบังคับคดี การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อสำหรับครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัย และการประชาสัมพันธ์และติดตามการดำเนินการของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งและหาแนวทางให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่ม Non-bank
ไตรมาสสอง ปี 2568 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.3 จากความระมัดระวัง ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เนื่องจากครัวเรือนมีคุณภาพสินเชื่อแย่ลง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 86.8 จากร้อยละ 87.1 ของไตรมาสหนึ่ง ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม ร้อยละ 9.11 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.78 ของไตรมาสที่ผ่านมา และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 1 – 3 เดือน (SMLs) ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงจากมาตรการ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระยะถัดไปหนี้เสียอาจมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1) การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี โดยปัจจุบันพบแนวโน้มที่อยู่อาศัยที่ถูกยึดและขายทอดตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเร่งรัดให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนหรือหลังการบังคับคดี เพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียที่อยู่อาศัย
2) การส่งเสริมการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่น ไม่สร้างภาระในระยะยาว ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์มาตรการให้เกิดการรับรู้ เพื่อให้ครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือได้ทัน และลดการต้องไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ
และ 3) การประชาสัมพันธ์และติดตามการดำเนินการของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งและหาแนวทางให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่ม Non-bank เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีสิทธิเข้าถึงการแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง

สถานการณ์การจ้างงานหดตัวลงเล็กน้อย อัตราการว่างงานลดลงชัดเจน
สถานการณ์แรงงานไตรมาสสาม ปี 2568 หดตัวลงเล็กน้อย โดยการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรมขยายตัว ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับราคาสินค้า และการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย
ไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.5 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัวร้อยละ 2.9 จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวร้อยละ 0.6 โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 รองลงมาเป็นสาขาการผลิต และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก ที่ขยายตัวร้อยละ 2.6 และ 1.5 ตามลำดับ ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการก่อสร้างลดลงร้อยละ 0.6 และ 5.4 ตามลำดับ ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัวโดยในภาพรวมอยู่ที่ 43.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 47.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้ทำงานต่ำระดับและผู้ทำงานล่วงเวลาลดลงร้อยละ 25.7 และ 6.9 ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานของลูกจ้างภาคเอกชนและแรงงานในระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 และ 1.6 ตามลำดับ แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลงร้อยละ 2.9 ทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลงร้อยละ 0.3 ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย
สำหรับอัตราการว่างงานในภาพรวมลดลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.76 หรือมีผู้ว่างงาน 3.1 แสนคน ส่วนอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมอยู่ที่ร้อยละ 1.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 จากผู้เสมือนว่างงานในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) การควบคุมระดับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการใช้จ่ายของแรงงาน ซึ่งต้องกำกับดูแลการตั้งราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น และ 2) การเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ซึ่งต้องเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา และควรมีมาตรการฟื้นฟูและสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ สนับสนุนปัจจัยการผลิตใหม่ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องมือ เป็นต้น

การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังในไตรมาสสาม ปี 2568 ภาพรวมลดลง แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับ โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ที่ระบาดเพิ่มขึ้น และสถานการณ์อุทกภัยที่อาจทำให้เกิดโรค ซึ่งควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกปี
ไตรมาสสาม ปี 2568 การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลงร้อยละ 3.06 แต่โรคมือ เท้า ปาก และโรคไข้สมองอักเสบ พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตพบปัญหาลดลง ทั้งนี้ ปัจจุบันยังพบประเด็น ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ระหว่าง 1 มกราคม – 20 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 32,923 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย สูงกว่าปี 2567 ทั้งปี เกือบ 4 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กซึ่งการป้องกันคือรักษาความสะอาด และรับวัคซีนป้องกันโรค อีกทั้ง สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันอาจส่งผลให้เกิดโรคที่มากับน้ำ อาทิ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก ซึ่งต้องรักษาความสะอาดและป้องกันตนเองให้มากขึ้น และควรจัดทำแผนปฏิบัติการและเตรียมความพร้อมในการรองรับอุทกภัยเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน
การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในไตรมาสสาม ปี 2568 เพิ่มขึ้น
ไตรมาสสาม ปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามและให้ความสำคัญ คือ 1) การปรับทัศนคติและพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากบางคนยังเชื่อว่าการดื่มในระดับเหมาะสมดีต่อสุขภาพ ซึ่งผลการวิจัยล่าสุดระบุว่าไม่เป็นความจริง และ 2) การป้องกันการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่อาจมีส่วนผสมของสารอันตราย อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงถึงชีวิต
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในไตรมาสสาม ปี 2568 ลดลง ทั้งจำนวนคดีอาญาและอุบัติเหตุการจราจรทางบกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติด การป้องกันการใช้ไทยเป็นฐานหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการส่งเสริมทักษะการขับขี่และความรู้กฎหมายจราจรที่ถูกต้อง
ไตรมาสสาม ปี 2568 คดีอาญารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2567 เนื่องจาก การเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติดและคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ ขณะที่คดีชีวิต ร่างกาย และเพศ ลดลง ด้านการรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนน มีการรับแจ้งเหตุผู้ประสบภัยสะสม เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2567 โดยผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้เสียชีวิตและผู้ทุพพลภาพลดลง ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1) การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติด โดยมุ่งเน้น ส่งเสริมปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย
2) การป้องกันการใช้ไทยเป็นฐานหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งประชาชนสามารถช่วยกันตรวจสอบได้จากการสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มคนที่น่าสงสัย และแจ้งเบาะแสได้ที่หมายเลข 1559
และ 3) การส่งเสริมทักษะการขับขี่และความรู้กฎหมายจราจรที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ ของกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังต้องประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานไฟฟ้าอย่างถูกต้อง เช่น การจำกัดการใช้งานในพื้นที่เฉพาะ/หมู่บ้าน
การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นทั้งปัญหาเกี่ยวกับสินค้าและบริการ และกิจการโทรคมนาคมซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการขายสินค้าผ่าน Live การยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายของรถ EV ตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจอีเวนต์ – คอนเสิร์ต
ไตรมาสสาม ปี 2568 การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 34.4 โดยเพิ่มขึ้นทั้งการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการผ่าน สคบ. และกิจการโทรคมนาคมของสำนักงาน กสทช. ที่ร้อยละ 34.0 และ 44.8 ตามลำดับ สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1) การกำกับดูแลการขายสินค้าผ่าน Live ต้องมีการติดตามและตรวจสอบการ Live ขายสินค้าของผู้ค้า/อินฟลูเอนเซอร์โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องขออนุญาต อย. รวมถึงอาจมีกำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้ค้า/อินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน
2) การยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายของรถ EV โดยอาจต้องพิจารณากำหนดเงื่อนไขการซ่อมบำรุง และบริการหลังการขายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค
และ 3) การคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจอีเวนต์ – คอนเสิร์ต ควรมีมาตรการหรือข้อบังคับเข้ามากำกับดูแล ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการ เงื่อนไขในการขาย/ขายต่อ/คืนเงิน ตลอดจนอาจศึกษาการออกกฎระเบียบการห้ามใช้บอทในการกดบัตรคอนเสิร์ต




