
ตามหาจริยธรรมของนายกฯ
ข่าว ประชาชาติธุรกิจ 24 ก.ย. 2567
[เปิดประวัติ “นายปิ่นสาย สุรัสวดี” ลูกหม้อกรมสรรพากร บุตรชายคนโต “ปลอดประสพ สุรัสวดี” ผงาดอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ …
ประสบการณ์การทำงาน
-ผู้อำนวยการกองวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร ควบตำแหน่งโฆษกกรมสรรพากร
-ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร)
-รองปลัดกระทรวงการคลัง
-อธิบดีกรมสรรพากร (ปัจจุบัน)
ดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง ได้แก่
-ธนาคารกรุงไทย
-โรงงานยาสูบ
-บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (โรงแรมเอราวัณ)
ในขณะที่สังคมไทย ตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของนายกฯ มีความครบถ้วนในเจตนาที่จะเสียภาษีหรือไม่
ไม่น่าเชื่อว่าอธิบดีสรรพากร ผู้เป็นลูกหม้อของกรม จะรีบร้อนออกมาการันตี ทำนองว่าเป็นธุรกรรมปกติ
กรณีของท่านนายกฯ นั้น มีข้อถกเถียงกันว่า นายกฯ สำแดงยื่นภาษี อันเป็นการแสดงรูปแบบ (form) ระบุเป็นการซื้อหุ้น
แต่แท้ที่จริง เป็นนิติกรรมอำพรางความจริง (substance) ที่ว่า นายกฯ ได้รับหุ้นฟรีโดยเสน่หา หรือไม่?
ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนโยบายภาษี อาจจะดูเพียงผิวเผิน ตามรูปแบบ (form) ที่แสดงอยู่ต่อหน้า อันอาจเป็นการหลงกล ไปตามที่ผู้ทำนิติกรรมอำพรางต้องการให้คิด
แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จะต้องไม่ดูเพียงผิวเผิน จะต้องตั้งข้อสงสัยเพื่อเจาะลึกเข้าไปถึงความจริง (substance)
อธิบดีคงลืมไปว่า มีข้อมูลบ่งชี้หลายอย่าง ที่คนระดับอธิบดีสรรพากร จะต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ฉุกคิด และตรวจสอบก่อน ว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่
1 เคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับตั๋ว PN ใช้เป็นเครื่องมือนิติกรรมอำพราง หรือไม่?
ตามประวัติ อธิบดีมีประสบการณ์ด้านภาษี และมีความรู้ด้านธุรกิจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เคยรับรู้ว่า
ศาลฎีกาฯ ในคดียึดทรัพย์ เคยวินิจฉัยว่ามีการใช้ ‘ตั๋วเงิน’ อำพรางโอนหุ้นระดับหมื่นล้าน (ข่าวอิศรา)
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัย สำหรับตั๋ว PN ของนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่แปลก
2 บุคคลในครอบครัว เคยมีประวัติในทำนองทำนิติกรรมอำพราง หรือไม่?
อธิบดีจะหาข้อมูลในอดีตได้ไม่ยาก เพราะในประวัติศาสตร์ไทย ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยเกี่ยวกับตั๋ว PN เพื่อนิติกรรมอำพราง เกี่ยวข้องกับหุ้นระดับหมื่นล้านบาท มีน้อยคดี
การที่อธิบดีดูเสมือนทำตัวไม่รับรู้เรื่องคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่แปลก
3 เป็นการโอนหุ้นระหว่างบุคคลที่พึงเข้าข่ายน่าสงสัย หรือไม่?
อธิบดีที่มีประสบการณ์สูง น่าจะตระหนักว่า การโอนหุ้นระหว่างบุคคลในครอบครัวและเครือญาติ ที่มีความใกล้ชิด
สามารถจะทำให้รูปแบบทางกฎหมาย (form) บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง (substance) ได้ง่าย
การที่อธิบดีดูเสมือนไม่รับรู้เรื่องความใกล้ชิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่แปลก
4 เป็นการโอนหุ้นที่มูลค่าสูง จนคุ้มค่าที่จะหนีภาษี หรือไม่?
ต้องไม่ลืมว่า มูลค่าหุ้นที่แลกเปลี่ยนกันกรณีนี้ สูงถึง 4.4 พันล้านบาท และถ้าเสียภาษีรับให้ ก็จะเป็นเงินกว่า 220 ล้านบาท
จนคุ้มค่าที่จะหนีภาษี และเกิดขึ้นในครอบครัวเครือญาติของนักการเมือง
การที่อธิบดีดูเสมือนจะไม่ต้องการตรวจสอบไว้ก่อน เพื่อป้องปรามผลเสียหายต่อรัฐและประชาชน ซึ่งเป็นเงินจำนวนสูง จึงเป็นเรื่องที่แปลก
5 บุคคลที่แสดงว่า ขายหุ้นให้แก่นายก แสดงเหตุผลความจำเป็น อันน่าเชื่อได้ หรือไม่?
การโอนหุ้นระหว่างพี่น้อง และพ่อแม่ อาจน่าสงสัยว่า เป็นการเลี่ยงภาษีมรดก หรือไม่?
การโอนหุ้นระหว่างญาติ ที่ไม่ใช่พี่น้องหรือพ่อแม่ อาจน่าสงสัยว่า เป็นหุ้นซึ่งนักการเมืองเอามาซุกไว้ก่อนหน้า หรือไม่?
ถ้าเข้าข่ายสองกรณีใดข้างต้น ก็จะถือเป็นนิติกรรมอำพราง
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
6 ฐานะของนายก ในวันที่ได้รับหุ้น มีความขัดสนเงินทอง ไม่สามารถชำระเงินได้ทันที น่าเชื่อได้หรือไม่
กรมสรรพากรสามารถตั้งคำถามนี้ โดยสั่งให้นายกแสดงฐานะการเงินย้อนหลัง
เพื่อพิจารณาว่า การที่ผู้ซื้อและผู้ขายไม่มีการชำระเงินกันทันที แต่ออกเป็นตัว PN แทน กรณีที่นายกฯ ไม่ได้ขัดสนเงินทองนั้น เพื่อหนีภาษีมรดก หรือภาษีรับให้หรือไม่?
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
7 ฐานะของพี่น้อง และญาติสนิท ที่โอนหุ้น เป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่ต้องการเรียกให้นายกชำระเงินค่าหุ้นทันที?
กรมสรรพากรสามารถสั่งให้ผู้ขายหุ้น แสดงฐานะการเงินย้อนหลัง
เพื่อพิจารณาว่า การที่ผู้ขายไม่เรียกให้นายกฯ ชำระเงินกันทันที แต่ออกเป็นตัว PN แทนนั้น สมเหตุผลกับฐานะของผู้โอนหุ้น หรือไม่
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
8 พี่น้อง และญาติสนิท ที่โอนหุ้น ซึ่งสำแดงว่าเป็นการขายนั้น ได้หุ้นมาอย่างไร
กรมสรรพากรสามารถสั่งให้ผู้โอนขายหุ้น แสดงที่มาของการได้หุ้นเหล่านี้
เพื่อค้นหาว่า ใครเป็นผู้โอนหุ้นให้แก่บุคคลเหล่านี้ และบุคคลเหล่านี้ มีการชำระเงินค่าหุ้นหรือไม่ หรือได้หุ้นฟรีจากการซุกหุ้น หรือมีต้นทุนเท่าใด
และถ้ามีหลักฐานปรากฏว่า มีลักษณะเป็นการซุกหุ้น กรมสรรพากรก็มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องไปให้ ปปช.
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
9 ฐานะของนายกฯ ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มีความขัดสนเงินทอง ไม่สามารถชำระเงินต้นได้เสียที น่าเชื่อได้หรือไม่
กรมสรรพากรสามารถสั่งให้นายกแสดงฐานะการเงินย้อนหลัง
เพื่อพิจารณาว่า การที่นายกฯ ไม่มีการชำระเงินตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่มีฐานะจะชำระได้ นั้น บ่งชี้ว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
10 การที่นายกฯ มาระบุว่า จะมีการชำระตั๋ว PN ในปีหน้านั้น เกิดจากจนมุมในการอภิปรายหรือไม่?
การที่อธิบดีสรรพากรแถลงข่าวสอดรับกับนายกฯ ว่า จะมีการชำระเงินตามตั๋ว ในปีหน้า
โดยไม่ตั้งคำถามก่อนว่า เหตุใดผ่านมา 9 ปี ไม่มีการชำระ เกิดจะมาเร่งชำระในปีหน้า เพราะจนมุมในการอภิปรายหรือไม่
การที่อธิบดีรีบแถลงจ่าวเจือสมกับนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่แปลก
11 ฐานะของพี่น้อง และญาติสนิท ที่โอนหุ้น เป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่เรียกให้นายกชำระดอกเบี้ยสำหรับตั๋ว PN ที่ค้างอยู่
กรมสรรพากรสามารถสั่งให้ผู้โอนขายหุ้น แสดงฐานะและเหตุผลประกอบว่า เหตุใดจึงพอใจที่จะไม่เรียกให้นายกชำระดอกเบี้ยสำหรับตั๋ว PN ที่ค้างอยู่
กรณีเห็นได้ชัดเจนว่า นายกฯ มีฐานะจะชำระดอกเบี้ยได้ แต่เจ้าหนี้ตั๋ว PN ไม่ใช้สิทธิเรียกดอกเบี้ย
ก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า การไม่ชำระดอกเบี้ย อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนิติกรรมอำพราง
การที่อธิบดีไม่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่แปลก
12 ฐานะของนายก ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มีความขัดสนเงินทอง ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ น่าเชื่อได้หรือไม่
กรณีเห็นได้ชัดเจนว่า นายกฯ มีฐานะจะชำระดอกเบี้ยได้ แต่เจ้าหนี้ก็ไม่ใส่ใจเรียกให้ชำระดอกเบี้ย
ก็ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า การไม่ชำระดอกเบี้ย อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนิติกรรมอำพราง
และกรณีเช่นนี้ กรมสรรพากรก็ต้องพิจารณาว่า
ในแง่มุมของนายกฯ ลูกหนี้ตั๋ว PN การไม่ต้องชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ทั้งที่สามารถชำระได้ ซึ่งเป็นการประหยัดดอกเบี้ย
ต้องถือเป็นประโยชน์ที่พึงได้ของลูกหนี้ อันเป็นรายได้ที่นายกฯ พึงเสียภาษี หรือไม่
รวมทั้ง ในแง่มุมของเจ้าหนี้ตั๋ว PN การไม่ใช้สิทธิ์เรียกให้นายกฯ ชำระดอกเบี้ย ทั้งที่รู้ว่ามีฐานะที่จะชำระได้ ซึ่งเป็นการสละรายได้ที่พึงได้รับ
ต้องถือเป็นประโยชน์ที่พึงได้ของเจ้าหนี้ อันเป็นรายได้ที่พึงเสียภาษี หรือไม่
……..
ผมขอย้ำว่า สังคมกำลังถามหามาตรฐานจริยธรรมของนายกฯ และการพิจารณาของกรมสรรพากร จะเป็น jigsaw สำคัญในมหากาพย์การโอนทรัพย์สินหลายหมื่นล้าน
ผมเคยเขียนไว้ว่า ผู้ที่มีเอกสิทธิ์จะตัดสินว่า ธุรกรรมเหล่านี้เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ คือกรมสรรพากร
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อได้ฟังอธิบดีแถลงข่าว ทำให้ผมขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของกรมสรรพากรอย่างมาก
ผมจึงย้ำว่า สังคมจะยอมรับการตัดสินของกรมสรรพากร ก็ต่อเมื่อกรมแสดงได้ว่า ได้มีการทำงานที่รอบคอบ ครบถ้วน (due process) แล้วเท่านั้น
ต้องไม่ให้ประชาชน ระแวงสงสัยว่า มีขบวนการทำตาพร่ามัว ทำเป็นมองไม่เห็น สิ่งที่ตำตาอยู่ข้างหน้า หรือไม่?