
วันที่ 14 ม.ค. 2569 ที่ จ.พังงา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ประสบเหตุเครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงหล่นทับตู้โดยสาร ที่ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า ได้รับรายงานแล้ว ตนสั่งการให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงพื้นที่ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตนต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต
นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ขอให้รอการสืบสวนสอบสวนว่าทำไมจังหวะเวลาถึงพอดีกันขนาดนี้ เรื่องนี้ตนต้องไล่ถามอยู่แล้ว เพราะเป็นอาชีพเก่า พร้อมย้ำว่าอย่านำเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นทางการเมือง ขอให้ใช้เวลาไปกับการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และไม่ให้เกิดความสูญเสียมากกว่านี้
“ดูแล้วโครงการนี้มันก็หลายครั้ง เมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องเหตุการณ์อุโมงค์ก่อสร้างถล่ม รอบนี้ก็มีเครนล้มอีก จึงต้องดูว่าทำไมถึงมีการก่อสร้างที่ผิดรูปแบบ อุบัติเหตุเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการละเลยหรือข้ามขั้นตอน ทำอะไรที่มันไม่ตรงตามการออกแบบ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า การก่อสร้างจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ปกติถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องยุติการก่อสร้าง และทำรายงานแผนการชดใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องความเสียหายมีการชดใช้ค่าปรับอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องหยุดงาน ผู้รับเหมาก็จะเสียค่าปรับในส่วนนี้ ส่วนภาครัฐมีความเสียหายเรื่องระยะเวลา แต่ไม่มีงบประมาณที่ต้องเสียเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า ผู้รับเหมาได้ชี้แจงกลับมาเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องเร่งหาสาเหตุ รวมถึง รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องสืบสวนสอบสวน หากจะว่าผิดก็ต้องผิดทั้งหมด พร้อมย้ำว่า เมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจะต้องมีคนถูกลงโทษ และรับผิดชอบที่ควบคุมโครงการไม่ดี สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือเรื่องของการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมกันนี้ได้แนะนำให้ รฟท. แจ้งความดำเนินคดีบริษัทผู้รับจ้าง
เมื่อถามว่า จะต้องมีการพิจารณาบทลงโทษผู้ประกอบการเพิ่มหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เมื่อถึงจุดนี้ต้องถึงกับการเป็นกฎหมาย ทั้งกระทรวงคมนาคมหรือกรมบัญชีกลาง ที่จะเป็นหน่วยงานขึ้นบัญชีดำ ตนก็ถามในกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่ายกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ แต่ปรากฏว่าติดที่กฎหมายไปหมด และตนก็มีเวลาบริหารงานเพียง 2 เดือน และจะนำเรื่องนี้กลับมาคุยกันหลังเลือกตั้ง และตีแผ่กันอย่างชัดเจน ซึ่งทราบว่าผู้ประกอบการเป็นรายเดิม และยังให้ดำเนินงานก่อสร้าง กรมบัญชีกลางต้องตอบให้ได้ว่าทำไมยังไม่ขึ้นบัญชีดำ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ก็มีนโยบายทำสมุดพกความประพฤติของผู้ประกอบการ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยอย่างมาก แต่วันนี้ทำไมยังใช้ไม่ได้ และวันนี้หน่วยงานเองก็กังวลว่าหากทำไปก็กลัวจะถูกฟ้องกลับ จึงมองว่าควรจะเปลี่ยนกฎหมายการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา แต่หากคนเสนอไปก็จะถูกฝ่ายการเมืองกล่าวหาว่าจะใช้อาชีพในอดีตมากลั่นแกล้ง ตนจึงต้องเว้นระยะ ซึ่งหากไม่ดำเนินการและเกิดเหตุซ้ำแบบนี้ ก็ก็คงไม่ต้องมีการเว้นระยะ และใช้หลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
นายกฯ ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของหลักวิศวกรรม มันจะไม่เกิดขึ้นโดยตามธรรมชาติ การที่เครนล้มลงมาก็ต้องตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ส่วนใดสึกหรอ หรือลูกปืนรางมีปัญหาหรือไม่ เรื่องพวกนี้สามารถพิสูจน์ได้ และหากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าจบเห่ ดังนั้น การจะไปจ้างผู้รับเหมาแบบนี้ก่อสร้าง ภาครัฐต้องคิดแล้วคิดอีก ภาคเอกชนก็ต้องคิดเหมือนกัน พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้ รฟท. จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วย ส่วนการลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ ตนได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต่างจากเมื่อครั้งอุโมงค์ก่อสร้างถล่ม ตอนนั้นตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายสุริยะ ซึ่งอยู่คนละพรรคต่างคนต่างไป แต่ก็มองว่าดี ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโทรรายงานตนตลอด
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสอบสวนพบว่ายังตรวจสอบพบว่ามีในโครงการอื่นด้วยนั้น จะชะลอโครงการหรือยุติไปเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของผู้ควบคุมงาน ทั้งรับจ้าง และผู้ว่าจ้าง เรื่องนี้จะยกให้เป็นความผิดของผู้รับเหมาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เพราะมีการอนุมัติโครงการมีการตรวจการจ้าง
นายกฯ กล่าวอีกว่า ไม่ต้องกังวล สถานการณ์จะบีบบังคับให้มีการตรวจสอบเอง ซึ่งต่อจากนี้ตนก็ไม่รู้ว่าผู้ว่าฯ รฟท. จะอยู่ได้หรือไม่ ก็ให้นายพิพัฒน์เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีผู้เสียชีวิต 22 ราย เนื่องจากคราวที่แล้วคิดจำกัดความรับผิดชอบอยู่ในกรอบของผู้ว่าจ้าง แต่ครั้งนี้กระทบถึงพี่น้องประชาชน ตนจึงต้องถามกลับ และให้กลับไปพิจารณาตนเอง เพราะตอนนี้ตนยังเป็นนายกฯอยู่
ส่วนการที่ฝ่ายการเมือง เตรียมนำเรื่องดังกล่าวออกมาโจมตีนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ผมห้ามเขาไม่ได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นเรื่องเทคนิค แทนที่จะมาคุยเรื่องความเสียหาย กลับกลายเป็นเรื่องการเมือง อย่าไปฉวยโอกาส จ.นครราชสีมา มีผู้แทนราษฎรพรรคใดเยอะที่สุด จะมาโยนพรรคอื่นได้อย่างไร ไม่ได้หรอก อย่าไปเล่นการเมือง” นายกฯ ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องเครนถล่ม นายอนุทิน ยกเลิกภารกิจหาเสียงในพื้นที่ จ.พังงา ช่วงบ่าย และเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางกลับไปพร้อมกันด้วย และทันทีที่ถึงกรุงเทพฯ นายพิพัฒน์จะเดินทางต่อไปยังจุดเกิดเหตุจังหวัดนครราชสีมา ทันที

“พิพัฒน์” สั่งอธิบดีกรมราง – รักษาการผู้ว่าฯ รฟท. เร่งประสานกระทรวงแรงงาน ใช้เงินประกันสังคมเยียวยา
วันที่ 14 ม.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงเหตุการณ์เครนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า จุดเกิดเหตุบริเวณโครงการรถไฟรางคู่ที่สีคิ้ว กม. 21 ซึ่งตนได้รับรายงานจากรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และอธิบดีกรมราง ได้รายงานเบื้องต้นว่า อยู่ระหว่างการเดินทางไปที่เกิดเหตุ เท่าที่ทราบจากรายงาน มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บประมาณ 20 คน
ขณะเดียวกัน ได้ให้กระทรวงคมนาคม ประสานไปยังกระทรวงแรงงานว่า ผู้ที่เสียชีวิตเป็นผู้ใช้แรงงานหรือไม่ หากเป็นผู้ใช้แรงงาน จะประสานสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการเรื่องเงินกองทุนทดแทนเพื่อเยียวยาให้กับผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต
ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ นายพิพัฒน์ ระบุว่า รักษาการผู้ว่ารฟท. และอธิบดีกรมราง ยังอยู่ระหว่างการเดินทางเข้าพื้นที่ จึงขอรอให้เข้าพื้นที่ก่อน เพื่อให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่เบื้องต้นขอแสดงความเสียใจ กับผู้ที่บาดเจ็บ และเสียชีวิต
เมื่อถามว่ามีผู้บาดเจ็บยังติดอยู่ในรถไฟมากเท่าไหร่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้เท่าที่ได้รับรายงานคือบาดเจ็บ 20 คน

‘ตรีนุช’ กำชับทุกฝ่ายให้การดูแลผู้บาดเจ็บเหตุเครนถล่มทับรถไฟ สีคิ้ว
วันที่ 14 มกราคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง เหตุการณ์เครนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมาพร้อมด้วยศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 3 ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ณ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคองสีคิ้ว และช่วงกุดจิกโคกกรวด บริเวณถนนบ้านคด ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว แล้ว
ผลการตรวจสอบพบว่า เกิดเหตุปั้นจั่นที่ใช้ยกซีเมนต์รถไฟความเร็วสูงหล่นลงทับโบกี้รถไฟ 3 โบกี้ขบวนที่ 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ถึงอุบลราชธานี จึงทำให้มีเพลิงลุกไหม้ และทำให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 79 ราย โดยพบว่ามีลูกจ้าง ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ทำงานอยู่ในขณะเกิดเหตุ 10 รายสูญหาย 1 ราย ยังไม่ยืนยันว่าเสียชีวิตหรือไม่
ในส่วนของผู้ประกันตนอยู่ระหว่างการตรวจสอบสถานะ โดยลูกจ้างที่เสียชีวิตจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทน เป็นค่าทำศพ จ่ายแก่ผู้จัดการศพ รายละ 50,000 บาท ค่าทดแทนกรณีตายรายเดือน 70%ของค่าจ้าง ระยะเวลา 10 ปี ส่วนลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริงตามความจำเป็นตามกฎกระทรวง ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ 70 % ของค่าจ้าง จ่ายให้ไม่เกินระยะเวลา 10 ปี ค่าทดแทนกรณีหยุดงาน 70 % ของค่าจ้าง กรณีทุพพลภาพได้รับค่าทดแทน 70% ของค่าจ้างตลอดชีพ
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ดี จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือเยียวยาได้มีการกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคมดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่พึงได้รับตามกฎหมาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ญาติทราบ ขอให้มั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะให้การคุ้มครอง ดูแล พี่น้องแรงงาน ทุกคน และจะเร่งให้การช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมายโดยด่วน




