
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.19 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.24 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อ จนทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า ธนาคารขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC กอปรกับ ทางการของไทย อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่า ต้องการเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (ซึ่งควรจะอ่อนค่าลงกว่าระดับปัจจุบัน) ซึ่งต้องจับตาการออกมาตรการต่างๆ ของ BOT เพื่อลดทอนอานิสงส์ของปัจจัยหนุนเงินบาท อย่าง ราคาทองคำ และที่น่าสนใจ เราพบว่า สัญญาจากตลาด Options สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มมุมมอง “เชิงลบ” ต่อเงินบาทมากขึ้น สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าได้พอควร เมื่อแข็งค่าเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ธนาคารยอมรับว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ ตราบใดที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เรามองว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เสี่ยงเข้าสู่การพักฐาน (Correction) ในระยะสั้นได้ไม่ยาก หากอ้างอิงจากสถิติในอดีต นอกจากนี้ หากมีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง อาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ต้องเห็นปัจจัยหนุนสำคัญ เช่น ผู้เล่นในตลาดเชื่อมั่นในธีม Sell America มากขึ้น หรือ มั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่กำลังคาดหวังอยู่ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง พร้อมแข็งค่าต่อทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ เรามองว่า เงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน (แถว 33-34 บาทต่อดอลลาร์) หรือเข้าสู่โซน Overvalued อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
ธนาคารขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น ธนาคารมองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูง โดยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผลการประชุม FOMC ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED แต่หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง อาจกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.80-31.50 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาท/ดอลลาร์




