
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่กระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกประชุมด่วนปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ เพิ่มความคล่องตัว โปร่งใส สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ประกันตน โดยให้มีการศึกษาแนวทางรายละเอียดการออกนอกระบบราชการของสำนักงานประกันสังคม ว่าจะมีผลดี ผลเสียอย่างไรในการยกระดับการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน
“สำนักงานประกันสังคมก็เหมือนบ้าน อายุ 35 ปีแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องซ่อม ต้องปรับโครงสร้างใหม่ สอดคล้องกับบริบท สังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง การปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมครั้งนี้ ก็เพื่อทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่มากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการทำให้องค์กรแข็งแรงขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนมากขึ้นด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว
ในการประชุมครั้งนี้ รมว.แรงงาน ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร โดยมีประเด็นหลัก คือ
1 การบริหารจัดการที่คล่องตัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ (Public Organization) จะช่วยให้การตัดสินใจด้านการลงทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคลทำได้รวดเร็วขึ้น ไม่ติดขัดระเบียบราชการที่ซับซ้อน สามารถนำความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
2 ให้เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเร่งวางระบบตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนว่าเงินสมทบทุกบาทจะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
3 การยกระดับสิทธิประโยชน์ เมื่อองค์กรมีความคล่องตัว จะสามารถออกแบบสิทธิประโยชน์และบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้เท่าทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
“สำนักงานประกันสังคมถือเป็นหัวใจสำคัญของพี่น้องแรงงาน การปฏิรูปให้ออกนอกระบบราชการไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งก็มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข.ที่ออกนอกระบบแต่ก็ยังอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เพียงแต่คล่องตัวขึ้น ทำให้องค์กรบริหารงานได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว” นางสาวตรีนุช กล่าว
รมว.แรงงาน กล่าวและว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน จัดตั้ง “คณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” เพื่อจัดทำแผนโรดแมป (Roadmap) และทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนักวิชาการ อย่างรอบด้านเพื่อวางแนวทางในการดำเนินการในอนาคตต่อไป




