
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เห็นชอบให้กระทรวงการดำเนินการ 7 มาตรการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบด้วย
1 ให้กระทรวงคลังพิจรณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ในอัตราเท่าไร และระยะเวลานการลด
2 ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรคนจน เติมเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ปัจจุบันได้เดือนละ 300 บาท ให้เพิ่มอีก 100 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือนก่อน หลังจากมีรัฐบาลใหม่จะพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง
3 ดูแลกลุ่มขนส่ง รถบรรทุก รถโดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ให้มีต้นทุนลดลง
4 ช่วยเหลือภาคการเกษตร หามาตรการลดราคาปุ๋ย
5 ช่วยเหลือกลุ่มประมง โดยสนับสนุนให้ใช้น้ำม้นดีเซล B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล 5-6 บาท
6 ช่วยกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ที่ส่งงานล่าช้า จะพิจารณาผ่อนปรนเป็นรายๆ ไป
7 กลุ่มเอสเอ็มอี ทางธนาคารออมสินได้เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น ซึ่งทางธนาคาร

ปลัด ก.พลังงาน ตอบดีเซลทะลุ 50 บาทหรือไม่ อยู่ที่สถานการณ์
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ถึงกรณีรัฐบาลอนุญาตให้นำน้ำมันสำรองออกมาใช้ แต่ทำไมราคากับพุ่งสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ว่า เป็นคนละเรื่องกัน การที่เราผ่อนคลายน้ำมันสำรองคือ การที่เราผ่อนผันให้นำน้ำมันที่คงอยู่ในสต็อกสามารถที่จะลดลงได้ และนำน้ำมันที่ค้างอยู่ในถังเก็บของคลังน้ำมัน หรือน้ำมันอื่นๆ เข้ามารวมได้ ทำให้เขาสามารถจะถ่ายน้ำมันที่อยู่ในสต็อกออกมา ส่วนเรื่องกลไกราคาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะใช้กลไกตลาด เช่น หากจะต้องผลิตหรือนำน้ำมันเข้ามาในสต็อกก็ต้องเป็นราคาของตลาดเช่นเดียวกัน
เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนกังวลว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 50 บาทต่อลิตร มีแผนรับมือในระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ตัดสินใจ ถือว่าคุยกันนาน หนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งคาดว่า ไม่น่าจะรุนแรงและยาวนานขนาดนี้ รัฐบาลพยายามจะตรึงให้ได้ และผ่อนมาเหลือ 33 บาทต่อลิตร แต่สุดท้ายต้องยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ ประกอบกับการลักลอบส่งออกกักตุนเก็งกำไร ทำให้น้ำมันฝืดเข้าระบบประมาณ 86 ล้านลิตร ซึ่งมากกว่าปกติ อยู่ประมาณ 20% ถูกนำไปเก็บสำรองเอาไว้ มาตรการราคาจึงเป็นอีกมาตรการหนึ่ง
นายประเสริฐ กล่าวว่า หากถามว่าจะถึง 50 บาทต่อลิตรหรือไม่ ตนไม่สามารถตอบได้ อาจจะลงมาก็ได้ หากเขาหยุดรบ ราคาหลังจากนี้ไปจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์ดีขึ้น ลดภาษีสรรพสามิตลดราคา ซึ่งมีทั้งบวกและลบหลังจากนี้ไป

‘อรรถพล แจง ปรับราคาน้ำมัน สะท้อนต้นทุนจริง-ลดภาระกองทุน-ป้องกันกักตุน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีความแน่นอน ส่งผลมาถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งตอนนี้ยังมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง สำหรับประเทศไทยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเข้าไปช่วยเหลืออยู่ กรณีมีการปรับราคาขายปลีก 6 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมาเลเซีย ปกติราคาจะต่ำกว่าเรามาตลอด แต่ตอนนี้สูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 45.50 บาทต่อลิตร ของไทยอยู่ที่ 39 บาทต่อลิตร และเมื่อไม่กี่วันมาหน้านี้ที่มีการปรับทีเดียวสองเท่า สูงสุดคือ สิงคโปร์ 100 บาทต่อลิตร จะมี 2 ประเทศเท่านั้นที่ต่ำกว่าไทยคือ อินโดนีเซียกับบรูไน
รมว.พลังงาน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากไทยปรับแล้ว ทำให้กองทุนอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 19 บาทต่อลิตร จะมีอัตราการไหลออกอยู่ประมาณ 1.7 พันล้านบาท ขณะนี้สถานะกองทุนติดลบประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลในการนำมาประกอบการพิจารณาในการปรับราคาในช่วงที่ผ่านมา มีการสะท้อนต้นทุนจริงเพิ่มขึ้น และให้ลดภาระของกองทุน รวมถึงลดปัญหาเรื่องการเก็งกำไรหรือการกักตุน เพราะตัวราคาที่ต่างกันมากๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ อาจจะเกิดปัญหาเรื่องการกักตุนหรือการลักลอบ ตอนนี้รัฐบาลพยายามประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง และหลายหน่วยงานที่จะช่วยเข้าไปสอดส่องดูแลว่ามีการกระทำที่เอาเปรียบประชาชนหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้น้ำมันขึ้น 6 บาทต่อลิตร จะขึ้นไป 8 บาทต่อลิตร หรือ 9 บาทต่อลิตร หรือต้องขึ้นไปเรื่อยๆ นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องดูปัจจัยพร้อมกันหลายอย่าง ตลาดโลกเป็นอย่างไร ความแตกต่างของราคาพื้นฐานเป็นอย่างไร สถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นอย่างไร และสถานะกองทุนเป็นอย่างไร ต้องดูหลายปัจจัยร่วมกัน ตอนนี้ให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเพดานไม่เกินเท่าไหร่ แต่ยังคงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาเป็นตัวช่วยด้วย ไม่ใช่กองทุนน้ำมันจะถอนออกไป
‘ศุภจี’ เพิ่มสินค้าอีก 7 รายการ คุมไม่ให้กระทบประชาชน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า ภาวะวิกฤตนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการกำชับให้เตรียมความพร้อม โดยกรมการค้าภายในทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้เน้นย้ำเรื่องของสินค้าควบคุม ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีอยู่แล้ว 59 รายการ และได้มีการจัดการประชุม กจร. เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ให้ทบทวนว่า ควรจะเพิ่มเติมในเรื่องสินค้าที่จะต้องดูแลให้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเพิ่มเติมมา 7 รายการด้วยกัน โดยได้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทาน ตัวอย่างเช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส ทั้งน้ำปลาและซีอิ๊ว เป็นต้น
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้าที่ควบคุมดูแลอยู่แยกออกเป็น 12 หมวด และมีระดับความเข้มข้น 5 ระดับ ซึ่งระดับที่เข้มข้นสูงสุดคือ หากจะขยับราคาจะต้องมีการขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน มีทั้งหมด 8 สินค้า เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป นมผงและนมเหลว นมเปรี้ยว เป็นต้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการแล้ว ย้ำว่า ยังสามารถดูแลสต๊อกที่มีอยู่ได้ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ควบคุมดูแลอยู่ได้ แต่ในหมวดสินค้าทั่วไปยอมรับว่า จะมีการปรับขึ้นราคาตามที่ประชาชนได้รับรับทราบ เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องการหาวัตถุดิบเพิ่มเติมในภาคของเกษตรกรที่กำลังจะมีการเก็บเกี่ยวในบางพืชผลนั้น กระทรวงพาณิชย์จะติดตามเรื่องปุ๋ย ซึ่งมีสต็อกเพียงพอในประเทศถึงประมาณเดือน เม.ย. ซึ่งจะหาเข้ามาเพิ่มเติมได้ แต่อาจมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวประมง โดยการหารือถึงแนวทางการช่วยค่าปุ๋ย รวมถึงทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับสูตรปุ๋ยให้ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้น หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่สามารถทำได้
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงราคาสินค้าบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ในสินค้าควบคุมแต่เป็นสินค้าที่จำเป็นได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการและได้รับความร่วมมืออย่างดีที่จะทำสินค้า ไทยช่วยไทย โดยส่งสินค้าราคาพิเศษลงไปทั้ง 77 จังหวัดผ่านทางผู้ค้าปลีกค่าส่ง และยังมีโครงการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยส่งตรงให้กับผู้เปราะบาง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อเนื่องกับทางกระทรวงการคลัง
รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ในเรื่องการบริหารจัดการสินค้าจำเป็น มีการดูแลเรื่องการเก็บสต็อกสินค้าเพื่อไม่ให้มีการเก็บสต็อกมากเกินไป และบริหารจัดการไม่ให้มีการขาดช่วง ซึ่งทีมงานของกระทรวงพาณิชย์ได้ลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีมาตรการในการตรวจจับตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ อย่างเข้มข้น

ครม. งัดมาตรการ อุ้ม “รถขนส่ง-รถโดยสารสาธารณะ-จยย.รับจ้าง” ชดเชยให้ตามใช้จริง
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการเพื่อให้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ทั้งในเรื่องค่าโดยสาร และเรื่องค่าขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เน้นไปที่กลุ่มผู้ให้บริการด้านการขนส่งใน 2 กลุ่มใหญ่ คือ รถบรรทุกสินค้า และรถโดยสารสาธารณะ โดยที่ประชุมครม.ให้กรอบดำเนินการช่วยเหลือ สนับสนุน หรือชดเชยแบบพุ่งเป้าแก่ 2 กลุ่มนี้ เน้นเรื่องการใช้จริง
นายชยธรรม์ กล่าวว่า โดยกรณีของผู้ประกอบการรถบรรทุก กรมการขนส่งทางบกที่มีระบบจีพีเอสติดตามการใช้งานจริงของรถบรรทุกอยู่แล้ว การจะช่วยเหลือหรือชดเชย จะดำเนินโดยกระทรวงการคลัง จ่ายผ่านพร้อมเพย์ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโดยตรงตามการใช้จริง รวมถึงผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ จะใช้การดำเนินการลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้จะเพิ่มเติมในกรณีรถโดยสารขนาดเล็กและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่จะต้องไปขึ้นทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกเพื่อเข้าสู่ระบบติดตาม หรือแทร็กกิ้ง ว่ามีการใช้งานจริง และรัฐบาลจะสนับสนุนชดเชยให้ตามระบบการใช้จริงเช่นกัน ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆกรมการขนส่งทางบก จะไปจัดทำและแจ้งให้ผู้ประกอบการขนส่งและรถโดยสารรับทราบอีกครั้ง
นายชยธรรม์ กล่าวอีกว่า ในช่วงการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกรัฐมนตรีอยากให้ประชาชนใช้บริการรถขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)ได้เตรียมพร้อมเรื่องรถโดยสารให้มีปริมาณเพียงพอกับการให้บริการแก่ประชาชน ที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ในการกำหนดจุดเติมน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ที่สถานีบริการทุกจังหวัด เพื่อแยกเป็นคนละส่วนกับของประชาชนที่จะเข้ามาเติมน้ำมันในสถานบริการ



