
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า คลังจะเสนอการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพิ่มกู้ใหม่อีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ จะเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้ครมเห็นชอบพร้อมกันด้วย โดยโครงการนี้จะมี 2 ส่วนที่สำคัญ คือโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะให้ประชาชน 30 ล้านสิทธิ จ่ายละ 4000 บาท จ่ายเดือนละ 1000 บาท และบัตรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนจน ซึ่งจะให้เพิ่มเดืนอละ 700 บบาท จากเดิมที่รับอยู่แล้ว 300 รวมเป็น 1000 บาท
“โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังเป็นไปตรมไทม์ไลน์เดิม คือให้ลงทะเบียน 25 พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จริง 1 มิ.ย. 2569” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม. ได้มีการหารือ ถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นให้ศาล รธน. ตีความเรื่องการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้วตามกฎหมายแล้ว หลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลเป็นฝ่ายบริหารสามารถใช้เงินจากพ.ร.ก. ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ได้ ในส่วนของการยื่นฟ้องร้องศาล เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งดำเนินคู่ขนานาได้ ไม่กระทบต่อแผนการกู้เงินแต่อย่างไร
เอกนิติ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ส่วนหนึ่งจะกู้โดยการออกพันธบัตรออมทรัพบ์ ขายให้ประชาชนทั่วไป ได้มีผลตอบแทนที่สูง โดยปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.2% ถ้าออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ในอายุเดียวกัน จะให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจ และจะออกทุกเดือน
นายเอกนิติ กล่าวว่า การออก .พ.ร.ก. มีความจำเป็นเร่งด่วน และเชื่อมั่นว่า การกู้เงินดังกล่าวไม่ได้ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง เพราะทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริง จะไม่กู้มากองไว้ให้เสียอัตราดอกเบี้ยไปเปล่า โดยในวันนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิต R&I ของญี่ปุ่น ยังคงเครดิตไทยไว้ในระดับเดิม แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และฐานะการคลังของประเทศ ที่ยังคงเพดานหนี้สาธารณะไว้ให้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี แม้ว่าจะรวมเงินกู้จากการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวแล้วก็ตาม



