
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แบงก์ชาติมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน คือการขึ้นลงของดอกเบี้ยนโยบาย ขณะนี้แบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบายมา 2 ครั้ง เมื่อปลายปี 2568 และเดือน ก.พ. 2569 ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจทั้งโลก ดอกเบี้ยบายของไทยต่ำสุดเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ประเทศเดียว
“แบงก์ชาติต้องการใช้ดอกเบี้ยนโยบายทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจ ปลายทางต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น คนไทยก็มีรายได้มากขึ้น เป็นการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มสูงขึ้นบ้างในเดือน ต.ค. และ พ.ย. 2569 แต่เชื่อว่าเป็นผลระยะสั้น เพราะในเดือนเม.ย. 2570 เงินเฟ้อก็จะลดลงมา เงินเฟ้อปี 2569 อยู่ต่ำกว่า 3% ประมาณ 2.8% ปี 2570 อยู่ที่ 1.4%
“กรรมการ กนง. มีการตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ณ ข้อมูลที่ปัจจุบันที่สุด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา ไม่มีความจำเป็น กนง. ก็ไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยเพราะมันกระทบเศรษฐกิจ แต่หากมีความจำเป็น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็พิจารณาเป็นกรณีไป แต่ ณ วันนี้ ตอนนี้ยังไม่มีความคิดขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้” นายวิทัย กล่าว
ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าวว่า ไม่กังวลเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกัยสหรัฐฯ เพราะมีความต่างมากอย่างนี้มาตลอด จึงไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เงินทุนจะไหลออก ค่าเงินบาทของไทยปีนี้อ่อนค่าลงประมาณ 5% จากปีที่แล้วค่าเงินบาทแข็งค่ามากผู้ส่งออกก็ไม่สบายใจ ตอนนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นไปตามทิศทางของตลาด ยังอยู่ในระดับที่เราบริหารจัดการได้ ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทย ก็ยังมีเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาต่อเนื่อง
“เวลาต่างชาติดูเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย จะดูเงินทุนสำรองต่างประเทศ ที่ไทยมีสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้ระยะสั่นที่ไทยมีจำกัดน้อยมาก มีการดูแลความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ที่สถาบันจัดอันดับทั้งมูดี้ส์ และเอสแอนด์พี ยืนยันมุมมองเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยเป็นบวก” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า แบงก์ชาติประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวได้ 2.3% สูงที่สุดในตลาด เนื่องจากการส่งออกดีขึ้น และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐบาล



