นายกฯ ไทย แสดงวิสัยทัศน์ สำนักเลขาธิการอาเซียน ในรอบ 17 ปี 

Date:

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 11.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทย ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วม กว่า 100 ประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทาง ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน และการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งโลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งสถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจน ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า อาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อน ซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจา  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)  

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง 

ทั้งนี้การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้นับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

นายกฯ คุย เลขาธิการอาเซียน ย้ำบทบาทไทยในฐานะสมาชิก พร้อมแจงสถานการณ์ชายแดน เสียใจกัมพูชาเลือกประนอมภาคบังคับ

วันที่ 4 สิงหาคม เวลา 11.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาในประเทศไทย) ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ
 
เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้ปลูกต้นไม้บริเวณสวนของสำนักเลขาธิการอาเซียนเพื่อเป็นที่ระลึกในการเยือน พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยม และถ่ายภาพร่วมกับเลขาธิการอาเซียน ก่อนการหารือ
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ตนเองตั้งใจจะเข้าร่วมการประชฺมอาเซียน ที่กรุงมะนิลา ในปลายปีนี้ด้วย พร้อมย้ำถึงแนวทางของไทยในการสนับสนุนอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว โดยปลายสัปดาห์นี้ไทยจะให้การต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา ณ ทำเนียบรัฐบาล ด้วย

โอกาสนี้ เลขาธิการอาเซียน กล่าวชื่นชมความสำเร็จการเดินทางเยือนอินโดนิเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีและคณะ รวมทั้งแวะเยี่ยมและแสดงวิสัยทัศน์ ณ สำนักงานอาเซียน เป็นการตอกย้ำบทบาทไทยต่ออาเซียน และยืนยันพร้อม สนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2028

ทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียน กล่าวด้วยว่า อาเซียนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แรงกล้าของผู้นำ เช่น ผู้นำไทย เพี่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพของอาเซียน และเพื่ออาเซียนที่เข้มแข็ง stronger ASEAN

ระหว่างการสนทนา นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล “UNCLOS” ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน โดยผลลัพธ์ไม่มีผูกพันธ์กับประเทศขอปรึกษา ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย- กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’