
วันที่ 12 สิงหาคม เวลา 07.30 น. ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการสั่งการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทย ห้ามพกพาอาวุธปืน ว่า ตนได้กำชับไปแล้วก็ตามนั้น ไม่ได้สั่งการแค่ สส. แต่กำชับทุกคน ขณะนี้ไม่ว่าใครไม่สามารถพกพาปืนได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตพกปืนอีกแล้วในประเทศไทย พกปืนทุกใบในประเทศขณะนี้หมดอายุไปแล้ว ฉะนั้นไม่สามารถพกปืนได้แล้ว
เมื่อถามว่าลูกพรรคภูมิใจไทยหลายคนมีการสะสมปืนจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เขาก็ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน และตนเองก็ได้เน้นย้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่แค่เฉพาะ สส. แต่รวมถึงใครก็ตามที่คิดจะลงเลือกตั้ง มีตำแหน่งทางการเมือง ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องการพกอาวุธปืนขึ้นมาก็ผิดกฎหมาย และก็อาจถูกตีความเรื่องจริยธรรม คราวนี้ยุ่งกันไปอีก และก็จะยุ่งไปถึงอนาคตของพวกเขาเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องจริยธรรมจะถูกห้ามลงรับสมัครเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ดังนั้นคือดีที่สุดคือทำเป็นตัวอย่างให้กับประชาชน ในเมื่อกฎหมายห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย บุคคลที่ประชาชนเลือกมา ก็ต้องเป็นตัวอย่างแค่นั้น
เมื่อถามว่ามติของคณะรัฐมนตรียกเลิกใบอนุญาตซื้อปืนหรือ ป.3 ซื้อไม่ได้อีก ไม่ว่าใครก็ตามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ครับ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ต้องจัดระเบียบ ปืนเมืองไทยขณะนี้มีสิบล้านกระบอก แบบนี้ไม่ไหว ประชากรมี 70 ล้านคนเอง”
เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้มีดราม่ากรณีพูดว่านายกรัฐมนตรีระบุว่า ยิงโจรในบ้านก็มีความผิด จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดนั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่มีการเข้าใจผิดหรอกครับ หลักที่สำคัญคือพยายามที่จะให้ทุกคนคิดว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์ต่อใคร หากถูกใช้เมื่อไร ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุก็แล้วแต่ ต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง หรือไม่ได้พิสูจน์โดยตำรวจ หากมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้น ยิงคนที่มาประสงค์ร้าย ก็ต้องถูกตั้งข้อหาก่อน และต้องไปพิสูจน์ตัวเองในศาล
เมื่อวานตนเองอาจจะสื่อสารสั้นไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ของตนคือไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ใช้อาวุธปืนและผู้ถูกอาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บ คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ดังนั้นกว่าจะหลุด กว่าจะมีคำพิพากษาว่าป้องกันตัวเอง หรือควรแก่เหตุแล้ว ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ประกันตัว ต่างๆ มากมาย ตนเองก็ได้แต่เตือนสติเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นอย่าเข้าใกล้ที่สุด

‘ปกรณ์’ จ่อแก้พ.ร.บ.อาวุธปืน วางมาตรการเข้มตามรูปแบบต่างประเทศ เชื่อมโยงทั้งระบบ รู้ข้อมูลตั้งแต่ซื้อจนครอบครอง เล็ง ให้ต่อใบอนุญาตทุก 3 ปี
วันที่ 12 ส.ค. ที่ท้องสนามหลวง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ว่า จะมีการหารือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะต้องนำหลักไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ใช้มาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราใช้ระบบอะนาล็อกควบคุม ให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติและมีกระดาษเป็นใบอนุญาต ไม่มีการทบยอดกันกับร้านปืนที่นำเข้าระหว่างผู้ซื้อ ครอบครอง และการโอน ซึ่งไม่เป็นระบบ ทำแบบเมื่อก่อนทำแบบง่ายๆ เมื่อเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาจึงต้องดูแลกัน จะต้องมีการออกแบบระบบ เริ่มตั้งแต่ต้นทาง การนำเข้าอาวุธปืนว่านำเข้ามาอย่างไร เช็คสต๊อกร้านปืนอย่างไร ร้านปืนในต่างประเทศเวลาจะขายปืนจะมีหลักคล้ายกับธนาคาร ระบบจะต้องมีความเข้มข้นกว่าธนาคารเพราะปืนมีอันตราย จะต้องมีความรับผิดชอบว่าขายปืนให้ใคร เมื่อขายไปแล้วมีระบบการกำกับปืนอย่างไร ใบอนุญาตควรมีอายุหรือไม่ เพราะปัจจุบันไม่มีอายุ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าควรจะมีอายุ โดยเสนอว่าควรจะมีอายุ 3 ปี และควบคุมเรื่องการโอน เพราะปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นทรัพย์สินมีทะเบียนไม่สามารถจำนำได้ โดยหลักเอาปืนไปวางแล้วเอาเงินไป คนที่ครอบครองคือผู้รับจำนำ ถือว่าครอบครอง ปืนเถื่อน เพราะไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ต้องควบคุมการใช้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร แม้กระทั่งสนามยิงปืนก็ต้องควบคุมให้มากขึ้น จริงๆ แล้วปืนกับเครื่องกระสุนจะต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เราเห็นจุดอ่อนตามคดีต่างๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30 – 40 นัด ฉะนั้น จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น นี่เป็นหลักการที่ต่างประเทศเขาทำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกใบอนุญาตครอบครองปืนจะออกมาในลักษณะเดียวกับการออกใบอนุญาตขับขี่ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันต้องมี หากไปซื้อปืนในร้านปืนต่างประเทศจะรู้เลย ตั้งแต่ท่าถืออาวุธปืน ที่นิ้วมือต้องไม่เข้าโกร่งไก เขาจะดูพฤติกรรมตลอด เขาจะมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะปืนไม่ใช่ปากกา ที่อยู่ๆ จะขายได้ มันอันตราย เมื่ออันตรายและใช้เป็นอาวุธได้ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มข้น
เมื่อถามถึงกรณีการโอนลอย แต่ปลายทางไม่มีการโอนเป็นผู้ครอบครองอย่างแท้จริง กลายเป็นช่องโหว่ในการครอบครองอาวุธปืน นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมด อะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในอดีตได้ให้ทีมงานของกรมการปกครองและกฤษฎีกาไปศึกษาไว้แล้วว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง และจะปิดกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้มันเป็นระบบแมนนวล แล้วก็กระจายไม่รู้ว่าใบ ป.3 ที่ออกไปแล้วไปออกใบ ป.4 จริงหรือไม่ หรือว่ามันหายไป ตอนนี้เช็คมือหมด จึงมีโอกาสผิดพลาดสูง นายกฯจึงมีนโยบายให้เช็คแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จต้องตัดยอดในสต๊อก เมื่อซื้อเสร็จจะต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง หลังจากนั้นจะรู้ว่าใครเป็นผู้ครอบครองอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใด และจะมีระบบมอนิเตอร์ติดตามไปเรื่อยๆ รวมถึงจะต้องไปเช็คดูว่าการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ นี่จะเป็นระบบของมัน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยได้มีการหารือในเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว
เมื่อถามว่า ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย จะมีการออกกฎกระทรวงก่อนหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อาจจะมีแนวทางการออกประกาศกฎกระทรวง แต่ต้องไปคุยกับกรมการปกครองและกฤษฎีกาก่อนว่าจะเอาอย่างไร เพราะการตรากฎหมายใช้เวลานาน จึงจำเป็นต้องมีการออกประกาศชั่วคราวในในช่วงที่มีการแก้ไข

รมว.ยุติธรรม กำชับ จนท. ดีเอสไอที่บางส่วนพกปืนได้ ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีก่อน
พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการห้ามเจ้าหน้าที่พกปืน ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีการกำชับเจ้าหน้าที่หรือไม่ ว่า ตามระเบียบภายในมีบางส่วนที่สามารถพกปืนได้ โดยต้องมีใบพกพาและอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่และต้องมีใบยืนยันอีกครั้งหนึ่งด้วย เป็นระบบสองชั้น
เมื่อถามว่า พอมีนโยบายแบบนี้ จะกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีอาวุธปืน ทั้งในส่วนของปีนราชการในการเบิกจ่าย และเรื่องปืนส่วนตัว ที่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี
เมื่อถามว่า ตัวรัฐมนตรีก็เป็นตำรวจเก่า มีปืนหรือไม่และจะจัดการอย่างไร พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า ก็มีเอาไว้ที่บ้าน ไว้ปกป้องทรัพย์สินตามกฎหมาย มีใบป.4 เอาไว้ที่บ้าน ตั้งแต่รับราชการมาไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้พกปืน ยิ่งมาตอนนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพกปืน
เมื่อถามว่า เมื่อวานนี้ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องนี้ในที่ประชุมด้วย พลตำรวจโทรุทธพล กล่าวว่า ท่านได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยว่าแม้แต่ผู้ติดตามท่านก็จะสุ่มตรวจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะสุ่มตรวจผู้ติดตาม อาจจะเป็นผู้ติดตามจริง หรือติดตามไม่จริง เจ้าหน้าที่จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ตนเชื่อว่าน่าจะมีปฏิบัติการจริงในช่วงวันเปิดสภา



