
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2569 สคร มีเป้าหมายจัดเก็บเงินนำส่งรัฐวิสาหกิจ จำนวน 182,600 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เก็บได้ 197,356 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีผลการนำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด

สำหรับ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง สคร. ได้ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจของ สคร. ในช่วง 11 เดือน ของปี 2569 (ตุลาคม 2568 -สิงหาคม 2569) ของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่งที่มีกรอบงบลงทุนปีงบประมาณ 2569 จำนวน 236,839 ล้านบาท โดยมีการเบิกจ่ายเงินลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% ซึ่งเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ที่เบิกจ่ายได้ 86.65% แล้วถือว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพการเบิกจ่ายสูงกว่าเดิม และคาดว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 สคร. จะสามารถเร่งรัดและกำกับติดตามให้รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% ของเป้าหมาย สูงกว่าขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด
นายธิบดี กล่าวว่า สคร. เร่งการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท
ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวถึง โดย ณ วันที่31 กรกฎาคม 2569 กองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) จำนวน 595,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 490,390 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 28.10% โดยแบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ก. จำนวน 155,609 ล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. จำนวน 439,939 ล้านบาท ทั้งนี้ สคร. จะกำกับติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป
นายธิบดี กล่าวว่า สคร. มีแผนการยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการนำพาประเทศ การเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีการเจรจา FTA ระหว่างไทย-แคนาดา และไทย-สหราชอาณาจักร ในประเด็นด้านรัฐวิสาหกิจ
“สคร. จะยังคงเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการทำงานตามมาตรฐานสากล รวมทั้งผลักดันบริการและนวัตกรรม โดยยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ให้องค์กรเกิดความยั่งยืนต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ” นายธิบดี กล่าว



