‘ศุภจี’ เร่งจบดีลภาษีการค้าไทย–สหรัฐฯ

Date:

เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนหน้านี้ ในการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงการเดินทางไป สหรัฐอเมริกา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า วัตถุประสงค์หลักในการประชุมที่ผ่านมาก็มีการคุยกันหลายเรื่อง ซึ่งมีประเด็นที่หลายคนอยากทราบด้วยเรื่องของภาษีสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้นได้มีการหารือกับ นายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และมีการคุยกันต่อเนื่องหลังจากพบปะกันที่วอชิงตันดีซี มีการสรุปกรอบหลักการของการเจรจากับ นายเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งรายละเอียดและเนื้อหาจะเป็นในเรื่องของทางเทคนิคที่ต้องมีการตกลงกันให้ลงตัว อาจมีประเด็นติดค้างเพียงเล็กน้อย ส่วนตัวก็ได้ไปเพื่อทำความเข้าใจและได้เขียนรายละเอียดที่ตรงกัน ทำให้ขณะนี้หลักการต่างๆนั้นไม่ได้มีอะไรติดขัด ด้านรายละเอียดนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกับ ความตกลงการค้าเสรี (FTA ) เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องระมัดระวังและทำอย่างรอบคอบ 

สำหรับการเดินทางมาร่วมภารกิจกับนายกรัฐมนตรีนั้น นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นการประชุมกับทีมประเทศไทยในเรื่องความคืบหน้าต่างๆ เพราะประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน และมีเรื่องของการค้าขายที่ส่วนตัวอาจจะต้องมาสนับสนุนข้อมูลกับนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็จะเดินทางไปร่วมประชุม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กับ นายกรัฐมนตรี ที่สหรัฐอเมริกาต่อ และจะมีโอกาสพบกับ นายเจมีสัน กรีเออร์ และ นายริก สวิตเซอร์ อีกครั้ง เพื่อสรุปการเจรจาให้เสร็จเรียบร้อย 

เมื่อถามถึงกระบวนการภาษีของสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐฯกำลังจะมีการประกาศผลการพิจารณาข้อไต่สวน 301 ว่าด้วยเรื่องของการขึ้นภาษีและการผลิตส่วนเกิน หรือเรื่องของแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้จบก่อนที่จะมีการประกาศ 301 ของสหรัฐ เพื่อที่จะได้คงภาษีให้อยู่ในกรอบตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

เมื่อถามถึงความกังวลจากกรณีที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศขึ้นภาษีกับรัสเซียและกลุ่มประเทศที่มีการซื้อน้ำมันและพลังงานกับทางรัสเซีย นางศุภจี กล่าวว่า อาจไม่เกี่ยวกับประเทศไทยทางตรง แต่ในแง่ของภูมิศาสตร์โลกอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่และได้รับผลกระทบทางอ้อม ขณะนี้ไทยต้องเน้นเรื่องของการเจรจากับทางสหรัฐฯให้จบ ซึ่งตัวกรอบภาษียังเป็นเป้าเดิมที่คงไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็จะเป็นตัวภาษีที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีการตกลงกันแล้ว โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทย เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเดียวกันมีขีดความสามารถแข่งขันเท่าเทียมกัน 

เมื่อถามถึงกรอบภาษีที่ทางไทยต้องการเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ นางศุภจี กล่าวว่า กรอบภาษีเดิมหากจำได้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วทางสหรัฐฯ มีการคิดภาษีสำหรับประเทศที่ทางสหรัฐฯ ขาดดุลการค้า ซึ่งประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ฉะนั้นทางสหรัฐฯ ก็อยากใช้มาตรการภาษีที่ทำให้ประเทศของเขามีความสมดุลกับการค้าขายในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้า 

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ตอนแรกที่มีประกาศออกมา 36% แต่เมื่อมีการเจรจา ช่วงอดีตรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเจรจาจนได้ภาษีอยู่ที่ 19 % แต่ในรายละเอียด ณ ขณะนั้น มีการคุยกันในสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีด้วย ซึ่งอาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ได้เจรจาในรัฐบาลที่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐฯ ระบุว่าการกำหนดภาษีของสหรัฐฯนั้นทำไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐฯออกเป็นมาตรการชั่วคราว โดยเรียกว่า มาตรการ 122 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ยังสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆได้ โดยเป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศอยู่ที่ 10% แต่ใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งหมดไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สิ่งที่สหรัฐฯทำทันทีหลังหมดมาตรการนี้ ก็คือการออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก โดยสิ่งที่ไทยต้องเจรจาด้วยก็คือเรื่องของแรงงานบังคับ และเรื่องดัชนีการผลิตส่วนเกิน เพราะสหรัฐฯ บอกว่าไทยอาจจะไม่ได้มีการผลิตอะไรที่มากมาย

ส่วนการประกาศเรื่องแรงงานบังคับได้มีการประกาศผลออกมาเรียบร้อยซึ่งไทยอยู่ที่ 12.5% แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเจรจาไปเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ที่ 10% ดังนั้น หน้าที่ของไทยก็คือ ต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน หน้าที่ของไทย ต้องพยายามเจรจาให้จบ ก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการประกาศมาตรการ 301 ออกมา เพื่อที่จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้านและไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19% 

นางศุภจี กล่าวว่า หลักการและรายละเอียดนั้นได้มีการหารือจบไปแล้วจากการเดินทางไปที่กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งภาพรวมนี้ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่รายละเอียดเป็นเรื่องของทางเทคนิคที่ทางทีมงานจะต้องตกลงกันให้ได้ในความเข้าใจที่ตรงกัน ส่วนหลักการนั้น ส่วนตัวก็พยายามจะให้ไม่เกินกรอบเดิมที่ได้มีการตั้งไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะขอให้นายกรัฐมนตรี เจรจาเพิ่มเติมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาไทยก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งความสำคัญตรงนี้ต้องเป็นในระดับผู้นำประเทศคุยกัน

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

‘เอกนิติ’ ปลื้ม พันธบัตรออมพลัส จัดสรรทั่วถึงกว่า 1 หมื่นราย

‘เอกนิติ’ ปลื้มพันธบัตรออมพลัส จัดสรรทั่วถึงกว่า 1 หมื่นราย เปิดจองรอบใหม่ 20 พฤศจิกายน นี้

นายกฯ อนุทิน ปัดข่าว ‘ทักษิณ’ ใช้เกมสภาฯ ต่อรองนิรโทษ 

นายกฯ อนุทิน ปัดข่าว ‘ทักษิณ’ ใช้เกมสภาฯ ต่อรองนิรโทษ ลั่นยึดกม. ไม่เข้าเกณฑ์ก็ดำเนินการไม่ได้

กบข. ร่วมเวที Global ARC Boston 2026 แลกเปลี่ยนยกระดับการบริหารพอร์ตลงทุน

กบข. ร่วมเวทีประชุมนักลงทุนสถาบันระดับโลก แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนา Hybrid TPA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตลงทุนและการจัดการความเสี่ยง มุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวให้สมาชิก

Krungthai COMPASS คาด กนง. ตึงดอกเบี้ย 1.00% ยาวถึงสิ้นปี 70

Krungthai COMPASS ประเมิน กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00% คาดคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 70