
ที่อาคารรัฐสภา 24 กันยายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) จะขอเลื่อนการตอบกระทู้
โดยนายกรณ์ ระบุว่า ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และทุนสีเทาเป็นเรื่องด่วนระดับประเทศที่รอไม่ได้ ซึ่งจากการตั้งกระทู้ถามครั้งก่อนเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ไม่ปรากฏความคืบหน้าในการปราบปราม ขณะที่ประชาชนต้องสูญเสียเม็ดเงินให้สแกมเมอร์รวมแล้วกว่า 1.2 แสนล้านบาท จาก 1.3 ล้านคดี
นายกรณ์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญระบุว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ประธานกรรมาธิการชุดใหญ่ 2 ชุดของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้บังคับใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act เพื่อลงโทษบุคคลและนิติบุคคลรวม 28 รายชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์และฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งหนึ่งในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาปรากฏว่าเป็น อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย (นายวรภัค ธันยาวงษ์) นายกรณ์ จึงยื่นคำถามแรกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ ขอความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว รัฐบาลไทยและกระทรวงการคลังจะให้ความร่วมมืออย่างไร ในเมื่อหน่วยงานภายในประเทศยังไม่มีการขยับสืบสวนแต่อย่างใด
สำหรับคำถามที่สอง นายกรณ์ ได้สะท้อนความล่าช้าและประสิทธิภาพการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการปราบปรามการฟอกเงินและการปกป้องนักลงทุนรายย่อยในตลาดทุน โดยตั้งคำถามว่า รมว.คลัง ได้เคยติดตามหรือพอใจกับคำชี้แจงถึงความล่าช้าในการทำงานของ ก.ล.ต. หรือไม่
ส่วนคำถามสุดท้าย นายกรณ์ ถามตรงไปที่ตัวบุคคลในระดับผู้บริหารองค์กรกำกับดูแล โดยย้ำว่ากฎหมายและอำนาจมีพร้อม แต่ผลลัพธ์ในการปราบปรามกลับไม่ปรากฏ พร้อมยกกรณีของประธานคณะกรรมการ ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ที่ถูก DSI ยื่นเรื่องฟ้องต่อ ป.ป.ช. กรณีร่วมลงนามใน MOU ผูกพันกับกลุ่มทุนเทาที่มีนายเบน สมิธ เป็นสักขีพยาน ซึ่งต่อมารัฐบาลเองก็ได้สั่งยกเลิก MOU ฉบับดังกล่าวเนื่องจากมิชอบด้วยกฎหมายและทำรัฐเสียประโยชน์
“ผมขอถามท่านรัฐมนตรีว่า หากวันนี้ตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ว่างลง แล้วมีผู้สมัครที่มีประวัติแปดเปื้อน ถูก DSI ฟ้อง ป.ป.ช. เรื่องเซ็น MOU กับทุนเทาจนรัฐต้องสั่งยกเลิก ท่านจะยังอนุมัติแต่งตั้งบุคคลนี้หรือไม่ เพราะนี่คือสถานการณ์จริงของประธาน ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ตามมาตรา 11 พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้อำนาจรัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสมและหลักธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่มองเรื่องคุณสมบัติกระดาษ เมื่องานไม่เดิน ผลงานไม่ออก จึงเหลือเพียงเงื่อนไขเดียวคือ ผู้ใช้อำนาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเกี่ยวโยงกับกลุ่มที่ควรถูกปราบปรามหรือไม่” นายกรณ์ กล่าวสรุป



