
นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.คลัง โพสต์เฟสบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij ระบุว่า
คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น 1 บาท/ลิตร ทั้งๆ ที่ต้นทุนดีเซลลด 2 บาท
มาดู 3 เหตุผลจากการบริหารที่ล้มเหลวในเรื่องนี้
ล้มเหลวที่ 1 ต้นสัปดาห์ (21 ก.ย.) ราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น B7 อยู่ที่ 39.33 บาท/ลิตร และราคาขายปลีกอยู่ที่ 40.69 บาท
เมื่อวาน (24 ก.ย.) ราคาหน้าโรงกลั่นลดเหลือ 37.49 บาทต่อลิตร แต่ราคาที่ประชาชนเติมกลับขึ้นไปอยู่ที่ 41.44 บาท
ส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกลั่น กับราคาขายปลีก คือเงินภาษี เงินนำส่งกองทุนน้ำมัน และค่าการตลาด เพิ่มขึ้นจาก 1.36 บาท เป็น 3.95 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2.60 บาทต่อลิตร ภายในเวลาเพียง 3 วัน
ล้มเหลวที่ 2 หลักการบริหารกองทุนน้ำมันที่ดีคือทำให้ราคาน้ำมัน “ผันผวนให้น้อยที่สุด” สำหรับประชาชน เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นลดลง ราคาขายปลีกควรลดลงตาม โดยกันเงินบางส่วนเข้ากองทุนเพื่อชดใช้หนี้ และเมื่อราคาหน้าโรงกลั่นปรับขึ้น กองทุนจึงเข้ามาช่วยพยุงราคาตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แต่ครั้งนี้ต้นทุนลดลง ประชาชนกลับจ่ายแพงขึ้น!
ล้มเหลวที่ 3 เหตุผลที่รัฐบาลทำเช่นนี้ คือหนี้สะสมของกองทุนน้ำมันที่ใกล้แตะแสนล้านบาท ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การขึ้นราคาหรือการลดการชดเชย อันเป็นภาระของประชาชน
และต้องตั้งคำถามอีกครั้งว่า
ทำไมภาระนี้จึงตกอยู่กับประชาชนผู้ใช้น้ำมันฝ่ายเดียว ตลอดช่วงวิกฤติที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเลย แต่กลับเลือกเก็บเงินจากประชาชนหน้าปั๊มเพื่อเติมให้กองทุน
ตอกย้ำว่า นี่คือวัฏจักรเดิมที่ไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
และผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้ครับว่า มีประเด็นที่น่ากังวลทางกฎหมายกองทุนน้ำมัน เพราะตั้งแต่พฤหัสที่แล้ว 24 ก.ย.ที่ผ่านมา กฎหมายได้ห้ามรัฐบาลใช้กองทุนนํ้ามันชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ปาล์มหรือเอทานอล และที่รัฐบาลปฏิบัติอยู่สุ่มเสี่ยงต่อเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย



