Krungthai CIO แนะกลยุทธ์ Barbell ทยอยสะสมเมื่อย่อตัว

Date:

Krungthai CIO ชี้ตลาดหุ้นโลกยังได้แรงหนุนจากความคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 3 แต่ยังผันผวนจากต้นทุนทางการเงิน แม้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวหลังแตะระดับสูงสุดรอบกว่า 20 ปี  แนะรอจังหวะตลาดย่อตัวทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ลงทุนหุ้นเติบโตคุณภาพดีควบคู่กลุ่ม Healthcare เพื่อกระจายความเสี่ยง

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) ) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 12 – 16 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อเนื่อง โดย ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.15% Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.64% และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.93% จากแรงหนุนหุ้นเทคโนโลยีและความคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 3 ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวปลายสัปดาห์ ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแต่ยังเผชิญแรงขายทำกำไร สะท้อนว่า แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด แต่ระดับมูลค่าหุ้นและความคาดหวังต่อ AI เริ่มเป็นข้อจำกัด

ด้านตราสารหนี้และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลง 3.3 bps สู่ 5.24% หลังแตะระดับสูงสุดรอบกว่า 20 ปีที่ 5.36% ระหว่างสัปดาห์ จากความกังวลด้านการคลังและอุปทานพันธบัตร ก่อนอ่อนตัวตามแรงซื้อ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ลดลงสู่ 2.37% ส่วนน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 2.4% สู่ 104.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลางและพายุในอ่าวเม็กซิโก ด้านทองคำเพิ่มขึ้น 1.3% แตะ 4,194 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และบอนด์ยีลด์ที่ชะลอตัว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำคงน้ำหนักหุ้นมากกว่าระดับปกติเล็กน้อย (Slightly Overweight) ในระยะกลาง เน้นกลยุทธ์ Barbell จัดพอร์ตลงทุนระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดีที่มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ควบคู่กลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นเด่นจากการฟื้นตัวของธุรกิจประกันสุขภาพและนวัตกรรมยา เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาวัฏจักรหุ้น AI

นอกจากนี้ แนะรอจังหวะราคาย่อตัวเข้าลงทุน (Buy on Dip)  สำหรับหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของตลาดสูง (High Beta) ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงหุ้นเทคโนโลยีเอเชียเหนือ แนะรอจังหวะราคาย่อตัวเข้าลงทุน (Buy on Dip) โดยเน้นธุรกิจความปลอดภัยไซเบอร์ ระบบประมวลผล หน่วยความจำ และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ พร้อมคงมุมมองบวกต่อธุรกิจโครงข่ายไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น และทยอยสะสมหุ้นเวียดนาม ส่วนหุ้นจีน A-shares แนะถือรอความชัดเจนของกำไร ขณะที่หุ้นพลังงานช่วยป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น และทองคำช่วยกระจายความเสี่ยงระยะยาว

สำหรับตราสารหนี้ เน้นลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนระยะยาว ขณะที่มองบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ในช่วง 5.30–5.35% เป็นจุดพิจารณาเพิ่มสัดส่วนลงทุนสำหรับตราสารอายุยาว

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 14–15 ตุลาคม 2569 GDP ไตรมาส 3 และ Core PCE รวมถึงการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ตุลาคม การประชุม ECB วันที่ 28–29 ตุลาคม และการประชุม BOJ วันที่ 29–30 ตุลาคม เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยและผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่อเสถียรภาพตลาดในระยะต่อไป

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

นายกฯ เป่าแซ็กโซโฟนสร้างสีสันในงานเลี้ยงรับรอง IMF–World Bank

นายกฯ เป่าแซ็กโซโฟนสร้างสีสันในงานเลี้ยงรับรอง IMF–World Bank สานมิตรภาพผู้นำเศรษฐกิจโลก พร้อมเผยเสน่ห์ไทยผ่านอาหาร วัฒนธรรม และไมตรีจิตของคนไทย

นายกฯ มอนเตเนโกร พร้อมหนุน FTA ไทย–อียู

นายกฯ มอนเตเนโกร พร้อมหนุน FTA ไทย–อียู ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มองไทยหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร

BAM ร่วมเวทีผู้นำระดับโลก ชู “The Missing Door” ผลักดันลูกหนี้ NPL กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

BAM ร่วมเวทีผู้นำระดับโลก FUTURE-READY ECONOMY 2026 ชู “The Missing Door” เปิดประตูโอกาสครั้งที่สอง ผลักดันลูกหนี้ NPL กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ไทย – ลิกเตนสไตน์ เดินหน้าเว้นเก็บภาษีซ้อน ยกระดับการค้าการลงทุน

ไทย - ลิกเตนสไตน์ ยินดีความสัมพันธ์ราบรื่น ดันความตกลง Thailand- EFTA เว้นเก็บภาษีซ้อน ยกระดับการค้าการลงทุนสองฝ่าย