ครม. ช่วยนายจ้าง–ลูกจ้างฝ่าวิกฤต เลื่อนเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ 3 เดือน

Date:

วันที่ 14 ตุลาคม ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักการร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เลื่อนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ออกไปอีก 3 เดือน เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ซึ่งบางแห่งต้องหยุดหรือลดการดำเนินกิจการ ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนมีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้จากการหยุดงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง การเลื่อนจัดเก็บจึงเป็นการเปิดเวลาให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ตั้งหลักและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระบบการจัดเก็บเงินตามกฎหมาย โดยยังคงเป้าหมายการสร้างหลักประกันให้แรงงานในระยะยาว

สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรทราบ ดังนี้

1. เลื่อนเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. กำหนดให้เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บออกไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนเริ่มจัดเก็บ

2. ปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยคงอัตราเดิมในช่วงแรก

ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. ปรับช่วงเวลาการบังคับใช้อัตราเงินนำส่งให้สอดคล้องกับกำหนดเริ่มจัดเก็บใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งเงินในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป

การกำหนดอัตราในช่วงแรกที่ร้อยละ 0.25 มีเป้าหมายเพื่อทยอยเริ่มระบบการจัดเก็บ ไม่ให้ภาระของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากเกินไปในคราวเดียว โดยยังคงหลักการให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด

3. ปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้ตรงกับกำหนดจัดเก็บใหม่

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันใช้บังคับของกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2567 ให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างสอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และไม่เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเป้าหมายสร้างหลักประกันให้ลูกจ้าง โดยเงินสะสม เงินสมทบ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง การเลื่อนจัดเก็บครั้งนี้จึงเป็นการปรับจังหวะการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในปัจจุบัน ไม่ใช่การยกเลิกเป้าหมายในการจัดตั้งกองทุน

ทั้งนี้ การมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการรับทราบหลักการร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

รัฐบาลเร่งแก้น้ำเน่าคลองรังสิต ระดมสารบำบัด 5,000 ลิตร มุ่งลดน้ำดำ–กลิ่นเหม็น คืนคุณภาพชีวิตคนริมคลอง

วันที่ 14 ต.ค. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะบริเวณคลองรังสิตประยูรศักดิ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีรายงานปัญหาน้ำสีดำคล้ำและกลิ่นเน่าเหม็น ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการดำรงชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลอง จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการบรรเทาปัญหา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นโดยเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กรมชลประทานได้ประสานความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ โดยเตรียมนำสารบำบัดน้ำเสียที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 5,000 ลิตร มาฉีดพ่นบริเวณสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินให้การสนับสนุนทั้งสารบำบัดน้ำเสียและเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยดำเนินการบำบัดน้ำเสีย ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และส่งเสริมการฟื้นฟูคุณภาพน้ำในพื้นที่

สำหรับสารบำบัดน้ำเสียที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 เป็นผลิตภัณฑ์ที่กรมพัฒนาที่ดินพัฒนาขึ้น โดยอาศัยกระบวนการทางชีวภาพและจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติช่วยบำบัดน้ำเสียและลดกลิ่นเหม็น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำไปใช้บรรเทาปัญหาน้ำเน่าเสียในพื้นที่ประสบอุทกภัยหลายแห่ง ทั้งนี้ ผลการบำบัดขึ้นอยู่กับสภาพน้ำและปัจจัยแวดล้อมในแต่ละพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาน้ำเน่าเสียไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบ้านเรือนอยู่ติดคลอง ซึ่งต้องเผชิญกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในชีวิตประจำวัน การประสานความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย

“น้ำท่วมเป็นความเดือดร้อนที่ประชาชนต้องเผชิญอยู่แล้ว แต่เมื่อน้ำเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงทั้งการบริหารจัดการน้ำและผลกระทบต่อประชาชน เพราะสำหรับคนที่อาศัยอยู่ริมคลอง สิ่งที่ต้องการไม่ใช่เพียงการระบายน้ำให้เร็วที่สุด แต่รวมถึงการมีสภาพแวดล้อมที่ดีในการดำรงชีวิตด้วย”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเร่งบรรเทาปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยมุ่งให้การดำเนินงานด้านการบำบัดน้ำเสียช่วยลดกลิ่นเน่าเหม็นและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลเดินหน้ารับมือภัยแล้งเชิงรุก วางแผนจัดสรรน้ำทุกภาคส่วน เร่งขุดลอกคูคลอง–กำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพส่งน้ำถึงประชาชน

วันที่ 14 ตุลาคม ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุน การดำรงชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน การเฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานแนวทางดำเนินงานสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

  1. ดูแลน้ำกินน้ำใช้ให้เพียงพอและทั่วถึง โดยบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชลประทานให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการส่งน้ำเข้าสู่ระบบประปา ตลอดจนติดตามสถานการณ์และปรับแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงวิกฤต
  2. เตรียมพร้อมภาคเกษตร ลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพาะปลูก โดยบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสภาพภูมิอากาศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) ติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมส่งเสริมการวางแผนเพาะปลูกตามปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง เน้นใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมในช่วงฝนทิ้งช่วง ตลอดจนเตรียมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
  3. วางแผนจัดสรรน้ำ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเตรียมสนับสนุนปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคการผลิต ควบคู่กับการบริหารจัดสรรน้ำให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญและปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  4. เร่งขุดลอกคลอง–กำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขุดลอกคูคลองและแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนนำเทคโนโลยีสำรวจและวัดระดับน้ำมาใช้ประกอบการวางแผนปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและส่งน้ำให้แก่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

สำหรับผลการดำเนินงานสะสม ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบชลประทานและแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • กำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักร ดำเนินการแล้ว 5.96 ล้านตัน จากเป้าหมาย 6.61 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 90
  • กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน ดำเนินการแล้ว 39,986 ไร่ จากเป้าหมาย 46,823 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 85.4
  • ขุดลอกลำน้ำ ดำเนินการแล้ว 183 รายการ จากแผน 274 รายการ
  • ปริมาณดินขุดลอกสะสม ดำเนินการแล้วประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยเฉพาะการลดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การปรับปรุงแหล่งน้ำ และการวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เพราะภัยแล้งไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อปากท้องประชาชน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อดูแลประชาชนให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกร และรองรับความต้องการของภาคเศรษฐกิจอย่างสมดุล

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการบริหารน้ำให้เพียงพอ แต่ต้องบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะต้องเผชิญ เพราะการป้องกันภัยแล้งที่ดีที่สุด คือการลงมือก่อนที่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

“อดุลย์” เผย น้ำท่วม กทม. เหลือพื้นที่ประสบภัยบางส่วนใน 3 เขต เร่งเก็บขยะและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ใกล้กลับสู่ภาวะปกติ

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 14 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กทม.ว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. รองผู้ว่าฯ กทม. และปลัด กทม. พบว่า ขณะนี้พื้นที่น้ำท่วมโดยรวมเหลือเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะบางพื้นที่ในเขตมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ได้เร่งดำเนินการแก้ไขไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ทำให้สถานการณ์ใกล้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียงบางพื้นที่ที่ยังต้องดำเนินการเพิ่มเติม โดยปลัด กทม. รองผู้ว่าฯ กทม. และผู้อำนวยการเขต ยังคงติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดเก็บขยะมูลฝอย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปดูแลพื้นที่บางส่วนที่อยู่ในซอยลึกและเป็นพื้นที่ต่ำ เนื่องจากหากปล่อยให้น้ำขัง อาจส่งผลให้เกิดน้ำเสียและมลภาวะ ทั้งปัญหายุงและกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่และจัดเก็บขยะมูลฝอยอย่างต่อเนื่อง สำหรับการสูบและระบายน้ำออกจากพื้นที่นั้น ยืนยันว่า ยังสามารถดำเนินการได้ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการต่อเนื่อง
/////

“บิ๊กดุลย์” ลั่น พร้อมเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา รับมือศึกซักฟอก บอก ตลอดชีวิตราชการไม่เคยถูกร้องเรียน

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 14 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาอย่างแน่นอน และยินดีตอบคำถามของ สส. ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน โดยจะชี้แจงตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีอยู่ ยืนยันว่าไม่มีการหลีกเลี่ยง เพราะถือเป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภา

เมื่อถามถึงกรณีข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น แม้จะเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แต่ข้อกล่าวหามีความรุนแรง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนไม่ใช่ผู้กระทำ จึงจะชี้แจงตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะสามารถตอบคำถามได้ทุกประเด็นหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในเรื่องใด แต่มั่นใจในคำตอบจากการทำงานที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลอดชีวิตราชการจนเกษียณอายุ ไม่เคยถูกสอบสวนหรือถูกร้องเรียน ก่อนจะเข้ามาทำงานการเมืองประมาณ 5-6 เดือน ยืนยันว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาอย่างเต็มที่

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

‘ศุภจี’ เปิดกระทรวงฯ รับทัพนักธุรกิจยักษ์ใหญ่สวิส ดัน FTA ไทย–EFTA

‘ศุภจี’ เปิดกระทรวงฯ รับทัพนักธุรกิจยักษ์ใหญ่สวิส ดัน FTA ไทย–EFTA สร้างประโยชน์ร่วม เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

‘พลอยทะเล’ ย้ำรัฐบาลพร้อมชี้แจงอภิปรายทุกประเด็น

‘พลอยทะเล’ ย้ำรัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ชี้กรอบระยะเวลาเหมาะสม หวังได้ข้อมูลเด็ดจากการอภิปรายที่มีคุณภาพ ไม่อยากเห็นการอภิปรายเหมือนวลีเด็ดฝ่ายค้าน

นายกฯ เป่าแซ็กโซโฟนสร้างสีสันในงานเลี้ยงรับรอง IMF–World Bank

นายกฯ เป่าแซ็กโซโฟนสร้างสีสันในงานเลี้ยงรับรอง IMF–World Bank สานมิตรภาพผู้นำเศรษฐกิจโลก พร้อมเผยเสน่ห์ไทยผ่านอาหาร วัฒนธรรม และไมตรีจิตของคนไทย

นายกฯ มอนเตเนโกร พร้อมหนุน FTA ไทย–อียู

นายกฯ มอนเตเนโกร พร้อมหนุน FTA ไทย–อียู ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มองไทยหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร