
วันที่ 24 ต.ค. เวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงกระแสจับตาความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม มีความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่การตัดสินใจต้องไม่เกิดขึ้นเพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและต้องมองประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
เมื่อถามว่ารัฐบาลซึ่งมีพรรคร่วมหลัก 2 พรรค มีโอกาสเพิ่มพรรคที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นรัฐบาลนอกจากทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
“ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของเราให้เป็นรูปธรรม” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสความร่วมมือกับพรรคกล้าธรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด โดยหากเงื่อนไขดังกล่าวเข้าเป้าหมายหลักทั้งประโยชน์ประเทศ ประโยชน์ประชาชน และความเข้มแข็งของรัฐบาลโอกาสที่มันเกิดขึ้นก็มี แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบ ก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง
ส่วนหากพรรคกล้าธรรมลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะถือเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ต้องรอให้เหตุเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่ตามมา
นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภา และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเลือกใช้ผลงานและสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นคำตอบต่อประชาชนมากกว่าเปิดการปะทะทางการเมือง
“ตรงนั้นเป็นกระบวนการในระบบรัฐสภา ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ ผมถือว่าพวกเขาใช้สิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ”นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวถึงความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล หลังถูกถามถึงกระแสคลื่นใต้น้ำ โดยยืนยันว่าไม่มีปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนกล่าวอย่างอารมณ์ขันว่า หากมีคลื่นก็เป็นระบบจากุซซี ที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้มีพรรคหลัก 2 พรรค แต่เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ทุกโครงการที่ต้องผ่านมติ ครม. ถือเป็นผลงานของรัฐบาลร่วมกัน ไม่มีการแบ่งว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนและประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอาหน้าทางการเมือง
นายอนุทิน ได้ยกตัวอย่างโครงการป่าสัก–เจ้าพระยา–อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า หากรัฐบาลมัวคิดว่าเป็นผลงานของพรรคใด โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจเดินหน้าไม่ได้ แต่รัฐบาลเลือกผลักดันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน ไม่ใช่การเมือง”นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอนุทิน กล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีมืออาชีพจากภายนอกว่า เป็นที่น่าพอใจ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม แต่ละคนมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
โดยมองว่าจุดแข็งของ ครม. คือการผสมคนจากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคมืออาชีพเข้าด้วยกัน คนจากการเมืองมีความใกล้ชิดประชาชน ขณะที่คนจากระบบราชการและวิชาชีพเข้าใจข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกรัฐ สามารถช่วยกันหาทางออกเพื่อผลักดันนโยบายได้
นายกฯ กล่าวยืนยันด้วยว่า ตลอดการประชุม ครม. ไม่เคยมีความขัดแย้งจนเป็นปัญหาต่อการทำงาน และพรรคร่วมให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยมองว่าความมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถวางนโยบายระยะกลางและระยะยาว รวมถึงผลักดันมาตรการต่างๆได้รวดเร็วขึ้น



