‘ยศชนัน’ ยินดีไทยคว้ารางวัลที่อยู่อาศัยชุมชนดีเด่นในเอเชีย

Date:

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนานานาชาติ และมอบรางวัลโครงการที่อยู่อาศัยดีเด่นที่จัดการโดยชุมชนในเอเชีย (Collective Housing Best Practices Forum & Collective Housing Award 2026)

การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) และยกย่อง 87 โครงการต้นแบบจากนานาประเทศในเอเชีย ที่สะท้อนถึงพลังการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยร่วมกันของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้แทนภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้นำขบวนองค์กรชุมชนจาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมกว่า 250 คน เข้าร่วม

โอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Collective Housing Innovation for Asia’s Future : นวัตกรรมที่อยู่อาศัยโดยชุมชนกับการขับเคลื่อนอนาคตเอเชีย” พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคน โดยระบุว่าโครงการนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและพิสูจน์ให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกยังอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดและที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นทางการ ท่ามกลางวิกฤตเมืองในเอเชียทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและการขาดความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความยากจน การแก้ไขปัญหาจึงไม่อาจใช้วิธีการแบบเดิมได้ แต่จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่

ทั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่วันนี้มีหลายประเทศในเอเชียได้รับรางวัล อาทิ อินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทย และนับเป็นความภาคภูมิใจที่องค์การสหประชาชาติ (UN) โดยโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ให้เกียรติประเทศไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับภูมิภาค (Regional Learning Hub) เพื่อยกระดับโครงการนำร่องในพื้นที่ไปสู่นโยบายสาธารณะกระแสหลักของภูมิภาคเอเชีย

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ย้ำว่า รัฐบาลมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ UN ในครั้งนี้ เพราะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจาก “ผู้สร้างบ้านให้” (Provider) มาเป็น “ผู้สนับสนุนและสร้างกลไกเอื้ออำนวย” (Enabler) เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่เป็นเจ้าของกระบวนการ มีสิทธิ์ออกแบบที่อยู่อาศัยร่วมกับสถาปนิกชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ (Participatory Design) ควบคู่ไปกับการออกแบบการประกอบอาชีพด้วยตัวเอง

“การพัฒนาที่อยู่อาศัยและการสร้างอาชีพต้องทำควบคู่กันไป โดยมีประชาชนเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก และอาศัยความร่วมมือแบบไตรภาคีระหว่างภาครัฐ องค์กรชุมชน และภาควิชาการ ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม (Appropriate Technology) จากเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย เข้าไปช่วยยกระดับธุรกิจชุมชน (Local Enterprise) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ครัวเรือน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือนวัตกรรมทางการเงินเพื่อสังคม (Social Financial Innovation) ที่เน้นการเงินแบบผสมผสานและกองทุนหมุนเวียน (Blended Finance & Revolving Funds) โดยนำเงินออมก้อนเล็กจากกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชน มาผสมผสานกับเงินก้อนใหญ่จากงบประมาณภาครัฐ กองทุนผู้บริจาค และภาคเอกชน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรมในฐานะเจ้าของร่วม ไม่ใช่ลูกหนี้

เมื่อประชาชนมีอาชีพและมีระบบการออมที่เข้มแข็งผ่านโครงการ “บ้านมั่นคง” (Baan Mankong) ในระดับจุลภาคแล้ว จะทำให้ชุมชนมีเงินออมและรากฐานที่มั่นคงขึ้น จนสามารถขยายผลความสำเร็จไปสู่ระดับมหภาคคือ “เมืองมั่นคง” (Mueang Mankong) ที่เชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนเข้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

สำหรับโมเดลที่ประชาชนเป็นผู้บริหารจัดการตนเองนี้ นอกจากจะช่วยขจัดความยากจนแล้ว ยังนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการต่อยอดนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation) ที่ลงลึกในรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาความเปราะบางในมิติอื่น ๆ อย่างครบวงจร

ด้าน นายนิกร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวทางที่ยั่งยืนที่สุด คือการให้ชุมชนเป็นแกนหลัก ประชาชนเป็นเจ้าของกระบวนการ และร่วมกันบริหารจัดการตนเอง

รัฐบาลจึงไม่ได้มองว่าที่อยู่อาศัยเป็นเพียงการสงเคราะห์สร้างบ้านเรือน แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดิน และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำฐานข้อมูลและโมเดลความสำเร็จดังกล่าว ไปขยายผลดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้หญิง และผู้สูงอายุ โดยเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชนร่วมกับผู้นำรุ่นปัจจุบัน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสีเขียวและวัสดุคาร์บอนต่ำมาใช้ออกแบบที่อยู่อาศัย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

EXIM BANK ลุย 9 เดือนแรกปี 2569 อนุมัติสินเชื่อใหม่ 40,734 ล้านบาท

EXIM BANK ลุย 9 เดือนแรกปี 2569 อนุมัติสินเชื่อใหม่ 40,734 ล้านบาท เดินหน้าเติมสภาพคล่อง รับมือโลกการค้าใหม่ เยียวยาวิกฤต เร่งขยายโอกาสเติบโตสู่ตลาดโลก

‘สาระ ล่ำซำ’ คว้ารางวัลเกียรติยศ ‘สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน’ ประจำปี 2569

‘สาระ ล่ำซำ’ คว้ารางวัลเกียรติยศ ‘สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน’ ประจำปี 2569 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2026

กรุงไทยคว้ารางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน”

กรุงไทยคว้ารางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ระดับดีเด่น ต่อเนื่องปีที่ 3 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

นายกฯ อนุทิน ซัด พวกแชร์ไวข่าวปลอมโอนเงินเข้าบัญชี 7 ล้าน

นายกฯ อนุทิน ซัด พวกแชร์ไวข่าวปลอมโอนเงินเข้าบัญชี 7 ล้าน ‘ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด’ บอก แสดงถึงภูมิปัญญา - วุฒิภาวะ แนะ ต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะ