
วันที่ 27 ตุลาคม นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการให้สัตยาบันต่อความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศสมาชิก พร้อมเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงความร่วมมือและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นข้อริเริ่มของประเทศบรูไนดารุสซาลาม ในฐานะประธานอาเซียนเมื่อปี 2564 โดยกำหนดให้จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวที่ประเทศบรูไน เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค ทั้งการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การประสานงานโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถนำข้อมูลและองค์ความรู้ไปใช้กำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ ประกอบด้วย การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบติดตามผลการดำเนินโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและศูนย์อาเซียนสาขาต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นระบบ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เห็นชอบร่างความตกลงดังกล่าว และประเทศไทยได้ลงนามในความตกลงแล้ว อย่างไรก็ตาม การลงนามเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐภาคี จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้สัตยาบันตามกระบวนการ โดยมติ ครม. ครั้งนี้เป็นการเห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการให้สัตยาบัน และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำสัตยาบันสารเพื่อนำส่งสำนักเลขาธิการอาเซียน ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 49 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ ความตกลงกำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อครบ 60 วัน หลังจากมีประเทศสมาชิกอาเซียนยื่นสัตยาบันสารแล้วอย่างน้อย 6 ประเทศ โดยข้อมูลประกอบการเสนอ ครม. ระบุว่ามีประเทศที่ยื่นสัตยาบันสารแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม เวียดนาม และสิงคโปร์ การดำเนินการของประเทศไทยจึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ความตกลงดังกล่าวสามารถมีผลใช้บังคับ และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการเงิน ความตกลงกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ โดยประเทศสมาชิกสามารถพิจารณาสมทบเงินเข้ากองทุนได้ตามความสมัครใจ ไม่ได้กำหนดให้ทุกประเทศต้องสมทบเงินเป็นภาระผูกพันโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลทางวิชาการ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือด้านเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ความร่วมมือภายใต้ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 โดยจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และขีดความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพราะปัญหาโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของทั้งภูมิภาค การเข้าร่วมศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือด้านเงินทุน เพื่อนำมาต่อยอดการพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชนในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสด้านเงินทุน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 อย่างยั่งยืน



