รัฐบาล รับเงินให้เปล่าจากธนาคารโลก 115.5 ล้านบาท ใช้แก้น้ำท่วม

Date:

วันที่ 27 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) จากธนาคารโลก วงเงิน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 115.5 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา ออกแบบ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินโครงการขนาดใหญ่ พร้อมกำหนดให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

นางสาวลลิดากล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2) เป็นหนึ่งใน 9 แผนงานหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 165,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก วงเงิน 40,860 ล้านบาท และโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2570–2577

โครงการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการปรับปรุงคลองเดิมและการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย ช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการแล้วเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569

สำหรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกจำนวน 3.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะนำมาใช้สนับสนุนกิจกรรมเตรียมความพร้อมที่จำเป็น อาทิ การทบทวนแบบทางวิศวกรรมและประมาณการค่าก่อสร้าง การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน การเตรียมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มเติม การทบทวนกรอบการเวนคืนที่ดิน ตลอดจนการจำลองสถานการณ์น้ำหลากและประสิทธิภาพของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม เพื่อให้การดำเนินโครงการมีข้อมูลที่รอบด้านและลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โครงการ โดยการเตรียมความพร้อมจะครอบคลุมการตรวจสอบจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ การสำรวจที่ดินและทรัพย์สิน การกำหนดค่าทดแทนที่ถูกต้องและเป็นธรรม การจัดทำแผนโยกย้ายประชาชน ตลอดจนการเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ประสานกับธนาคารโลกและกรมชลประทานในการเตรียมร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยธนาคารโลกกำหนดให้ลงนามภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินกิจกรรมและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากวันที่ลงนาม โดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย

นางสาวลลิดาเน้นย้ำว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเงินให้เปล่าสำหรับการเตรียมความพร้อมโครงการ ไม่ใช่เงินกู้เพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำทั้งโครงการ และไม่ถือเป็นข้อผูกพันว่าธนาคารโลกจะต้องให้เงินกู้สำหรับการก่อสร้างในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนสำหรับระยะต่อไปควบคู่กัน รวมถึงส่งเสริมการใช้สินค้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการรับมือเมื่อเกิดอุทกภัยเท่านั้น แต่ต้องเตรียมระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือกับธนาคารโลกในครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเตรียมโครงการ ทั้งด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

รัฐบาลจับมือจีนหนุนสินค้าเกษตรไทยบุกตลาดจีน รับเงินสนับสนุนกว่า 1.66 แสนดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนแม่โขง–ล้านช้าง พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ 150 ราย ใช้ประโยชน์เส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน ขยายโอกาสส่งออกสินค้าเกษตร

วันที่ 27 ตุลาคม นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจเกษตรกรรม สามารถเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน

นางสาวลลิดากล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการส่งออกและขยายตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม รวม 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจเกษตรกรรมและขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในภูมิภาค

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 3 ปี โดยตามร่างความตกลงกำหนดให้ฝ่ายจีนจัดสรรงบประมาณภายใน 20 วันทำการหลังจากลงนาม และฝ่ายไทยต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ ทั้งนี้ วันที่ลงนามในความตกลงจะถือเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และจัดทำรายงานผลการดำเนินโครงการ เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยจีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวม 19 โครงการ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ 1 โครงการ คือโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง

นางสาวลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และร่างความตกลงไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจเกษตรกรรมอย่างแท้จริง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการส่งออก ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้าง จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีนและประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

รัฐบาลจับมือจีนรับเงินสนับสนุนกว่า 3.75 แสนดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนแม่โขง–ล้านช้าง เดินหน้า 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่–โซลาร์เซลล์–ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หนุนภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero

วันที่ 27 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำนวน 2 โครงการ

นางสาวลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับ 2 โครงการสำคัญ ได้แก่

โครงการแรก การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มประเทศแม่โขง–ล้านช้างและจีน (Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China) ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในภูมิภาค

โครงการที่สอง เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ (Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future) ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน การพัฒนากรอบนโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองโครงการจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ลดปริมาณของเสีย และสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero จะช่วยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ร่างความตกลงดังกล่าว ฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนามในความตกลง และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ โดยกำหนดให้วันที่ลงนามเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมมีระบบกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการทั้งสองจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ของประเทศไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยกับจีน โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้างครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เศรษฐกิจ และประชาชนในระยะยาว

////

ครม. เห็นชอบ 3 โครงการเกษตรแม่โขง–ล้านช้าง หนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้ รับมือภัยแล้ง–ลดการเผา ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

วันที่ 27 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี 2568 และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับงบประมาณสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18.5 ล้านบาท สำหรับดำเนิน 3 โครงการสำคัญ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับ 3 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย

  1. ยกระดับชา ทุเรียน และกาแฟ เพิ่มคุณภาพ–เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร วงเงินประมาณ 3.26 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป และมาตรฐานคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับคุณภาพผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด
  2. ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยหลังนา เพิ่มรายได้–ลดเสี่ยงภัยแล้ง วงเงินประมาณ 6.08 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่ ส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือก เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วลิสง และข้าวโพดหวาน เพื่อให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้หลังฤดูทำนา
  3. ลดการเผาเศษวัสดุเกษตร เปลี่ยนของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ วงเงินประมาณ 9.16 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่นควัน พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าจากเศษวัสดุทางการเกษตร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 3 โครงการมีระยะเวลาดำเนินการโครงการละ 36 เดือน โดยฝ่ายจีนจะโอนงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการหลังลงนามในความตกลง ซึ่งมีกำหนดลงนามภายในเดือนตุลาคม 2569 ทั้งนี้ หน่วยงานของไทยจะเป็นผู้ดำเนินโครงการภายใต้กลไกการบริหารจัดการ การติดตามผล และการตรวจสอบตามความตกลง โดยกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

“เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้าได้มีคุณภาพมากขึ้น ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า มีทางเลือกในการสร้างรายได้ และลดการเผาในพื้นที่เกษตร เพราะการพัฒนาภาคเกษตรที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยง เพิ่มมูลค่าสินค้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

รัฐบาล ชูเสน่ห์ ‘ผ้าหมี่ขิดอุดรธานี’ ลายไหบ้านเชียง–ดอกบัว สู่เสื้อ ครม. สัญจร

รัฐบาล ชูเสน่ห์ ‘ผ้าหมี่ขิดอุดรธานี’ ลายไหบ้านเชียง–ดอกบัว สู่เสื้อ ครม. สัญจร ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน

รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือน้ำท่วมภูเก็ต เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท

รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวภูเก็ต กำชับเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท ให้ผู้ประสบภัยชาวภูเก็ต เพื่อบรรเทาความเดือนร้อน

‘เอกนัฏ’ เตือนสติ ‘กรณ์’ ข้อมูลน้ำมันคลาดเคลื่อน 

‘เอกนัฏ’ เตือนสติ ‘กรณ์’ ข้อมูลน้ำมันคลาดเคลื่อน ย้ำแก้โครงสร้างราคา-ตัดต้นทุนแฝง-ดึงกำไรส่วนเกินต่อเนื่อง

ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ จัดสินเชื่อ “Solar ภาคประชาชน” ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี

ออมสิน ขานรับนโยบายรัฐ จัดสินเชื่อ “Solar ภาคประชาชน” ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักประกัน หนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์ ลดภาระค่าไฟระยะยาว แนะประเมินความคุ้มค่าก่อนติดตั้ง