
วันที่ 30 ตุลาคม เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ สำนักนายกรัฐมนตรีภูฏาน (Gyalyong Tshogkhang) อาคารรัฐสภาภูฏาน กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทวิภาคีกับดาโช เชริง โตบเกย์ (H.E. Dasho Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในโอกาสเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีภูฏาน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับภูฏาน แม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีพรมแดนติดต่อกัน แต่มีมิตรภาพและความผูกพันที่แน่นแฟ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี ขณะที่ประชาชนภูฏานนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยและชื่นชอบสินค้าไทย สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนภูฏานครั้งนี้สืบเนื่องจากการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏานระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีภูฏานได้เชิญให้เดินทางเยือนภูฏานเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองเกเลฟู ในโอกาสโครงการก่อสร้างสถูป 108 องค์ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันของทั้งสองประเทศ ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญ และเห็นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยกระชับมิตรภาพและขยายความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย–ภูฏาน โดยเห็นพ้องว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีภูฏานเห็นว่า FTA ไทย–ภูฏาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูฏาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งภูฏานสนใจนำเข้ารถยนต์จากไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่สามารถใช้วัตถุดิบจากภูฏานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและภูฏานยังมีโอกาสขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันได้อีกมาก โดยไทยมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาทิ ข้าวหอมมะลิ อาหารทะเล เนื้อไก่ และเนื้อสุกร ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดภูฏาน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ภูฏานเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงการด้านพลังงาน รวมถึงส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน ตลอดจนขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนในเมืองเกเลฟู ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
ด้านสาธารณสุขและการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของภูฏาน ขณะที่ฝ่ายภูฏานประสงค์จะส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางมารับการรักษาพยาบาลและใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน ซึ่งไทยมีบุคลากรและสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ
ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานแสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทยของประชาชนภูฏาน เพื่อพัฒนาบุคลากรที่สามารถสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในภูฏาน อันจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานและเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
ด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศพบหารือกัน เพื่อแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดเวทีหารือทางธุรกิจ (Business Forum) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยและภูฏานพบปะและแสวงหาความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ เทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อกำหนดการลงนามความตกลงความร่วมมือ 3 ฉบับ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏานในระยะต่อไป
ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีภูฏานกล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานทรงให้ความสำคัญกับการเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ และมีพระราชประสงค์ให้ฝ่ายภูฏานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ



