
รัฐบาลเดินหน้าตัดวงจรขบวนการลักลอบนำเข้าและฝังกลบขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรการควบคุมเข้มอย่างเป็นระบบ ควบคู่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
จากสถานการณ์ปัญหาการลักลอบนำเข้าและฝังกลบขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งเดินหน้ามาตรการขั้นเด็ดขาดลุยแก้ไขปัญหา พร้อมผนึกกำลังทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 27 ตุลาคม 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ คลัง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาดไทย และอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและสกัดกั้นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง เพื่อตัดวงจรการสำแดงเท็จ รวมถึงการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมข้ามแดนผิดกฎหมาย
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำการแก้ไขปัญหาการจัดการเศษโลหะและขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าและส่งออกให้มีความเข้มงวดและเป็นระบบ พร้อมมอบหมายกรมควบคุมมลพิษศึกษาและจัดทำแนวทางและมาตรการควบคุมที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมดุลในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ (ฉก.ควบคุมมลพิษ) ในระหว่างนี้ได้มีการลงพื้นที่เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหามลพิษ รวมทั้งการลักลอบทิ้งของเสียที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก
ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นแก้ปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการปราบปรามโรงงานเถื่อน การตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ทั่วประเทศ โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (จังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) และรวมถึงจังหวัดปราจีนบุรี สมุทรปราการ หากพบการกระทำผิดจะสั่งการ
ตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด จนถึงเพิกถอนใบอนุญาตทันที พร้อมผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. …. เพื่อสร้างกลไกการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม และจัดตั้งกองทุนรองรับการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานเครือข่าย เดินหน้าเพิ่มความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับใหม่ ภายใต้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) โดยเพิ่มเติมความผิดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความผิดมูลฐาน ครอบคลุมกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570
นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมยกระดับการตรวจสอบและติดตามกรณีการขนส่งกากอุตสาหกรรม โดยการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อการกำกับดูแลแบบ Real-time พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้เร่งพิจารณามาตรการทางกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอย่างขั้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม ผู้รับขนส่ง หรือผู้รับกำจัด เพื่อให้เกิดการป้องปรามอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ ปปง. กรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล ดำเนินคดี ตลอดจนตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด เพื่อกวาดล้างขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจรและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะกรรมการและฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority: CA) ตามอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) ของประเทศไทย ได้ประสานกรมศุลกากร และเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) ในการเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะเร่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งแพ่ง อาญา และทางปกครอง กับผู้กระทำผิด ขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีทราบ
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษจะเร่งจัดทำมาตรการ พร้อมทั้งผลักดันให้มีการบังคับใช้ตามกฎหมายเพื่อควบคุมการนำเข้าและส่งออกเศษโลหะอย่างเข้มงวด โดยการนำเข้าจะกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองระดับการปะปนของสิ่งอื่นของเศษโลหะที่นำเข้า (Self-declaration) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และต้องระบุวัตถุประสงค์การนำเข้าและโรงงานปลายทาง ขณะเดียวกัน จะกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกเพื่อป้องกันการนำเข้าของเสียมาคัดแยกหรือแปรรูปเพื่อนำเฉพาะส่วนที่มีมูลค่าส่งออก โดยทิ้งสิ่งที่เหลือและจัดการอย่างไม่ถูกต้องในประเทศตามประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเสริมว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย โดยเฉพาะการแอบแฝงปะปนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะ ด้วยการใช้ข้อมูลข่าวกรองและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในการคัดเลือกตู้สินค้าต้องสงสัย ควบคู่กับการตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์และการเปิดตรวจทางกายภาพร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้สามารถจำแนกประเภทสินค้าได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการตรวจพบของเสียที่ปะปนมา พร้อมประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศ
พันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย โดยกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย 915 ตู้ น้ำหนักกว่า 13,393 ตัน มูลค่าตามข้อมูลกว่า 338 ล้านบาท ผลการสืบสวนพบพฤติการณ์ต้องสงสัยสำแดงสินค้าเท็จ เชื่อมโยงโรงงานและแหล่งทิ้งของเสียในภาคตะวันออก จึงเสนอรับเป็นคดีพิเศษ 2 คดี ครอบคลุมจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมุ่งประสานหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายต่างประเทศ ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ สกัดประเทศไทยจากการเป็นปลายทางขยะอันตรายข้ามชาติ
“คณะกรรมการฯ ได้กำหนดกลไกและกรอบแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ 3 ทีม” เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย 1. ทีมปราบปรามและกวาดล้าง 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 นำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุกในโรงงานกลุ่มเสี่ยง ลำดับที่ 105 และ 106 และชุดที่ 2 นำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามและแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชน 2. ทีมกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส่งออก นำโดย กรมศุลกากรและกรมการค้าระหว่างประเทศ ตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3. ทีมยกระดับมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการยกระดับความเข้มข้นของกฎหมายและเพิ่มอัตราโทษให้มีความเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอข้อมูลรายงานต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมมอบหมายให้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นโฆษกคณะกรรมการฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกสัปดาห์และแถลงรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ” นางศุภจีฯ กล่าวทิ้งท้าย



