
วันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 09.15 น. ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reinvent Thailand” โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วมงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ THE STANDARD ที่จัดเวทีดังกล่าวขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยในบริบทใหม่ ในหัวข้อ “Reinvent Thailand” ที่มีความน่าสนใจ คำว่า “Reinvent” เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่มาทบทวน ปรับเปลี่ยน และพัฒนาองค์ประกอบใหม่ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น “Reinvent Thailand” จึงหมายถึงการยกเครื่องประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางไปเยือนต่างประเทศและหารือกับผู้นำทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายเวที ทำให้เห็นทิศทางของประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งล้วนสะท้อนถึงแนวคิดความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง (Resilience) กล่าวคือ ประเทศต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน พร้อมกับแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยได้นำเสนอผ่าน Thailand Pavilion ในการประชุม IMF-World Bank ครั้งล่าสุด และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรีระบุว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่ได้สอนให้หยุดพัฒนา ปิดประเทศ หรือปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างรู้เท่าทัน รู้จักความพอดี และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางของโลกในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สังคมสูงวัย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Reinvent Energy) การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Reinvent Economy) และการพัฒนาทุนมนุษย์ (Reinvent People) พร้อมเพิ่มเติมอีกหนึ่งด้านที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนทั้งสามด้าน คือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics)
สำหรับความมั่นคงทางพลังงานเป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่รัฐบาลกำหนดไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบาย และล่าสุดได้เดินหน้าโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของตนเอง ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเพิ่มเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเร่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัลและ AI
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการทบทวนกฎระเบียบ การปฏิรูปกฎหมาย และการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการติดต่อประสานงานกับภาครัฐมากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นแนวทางส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน พร้อมกับการผลักดันการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานมากขึ้น ซึ่ง AI ส่งผลให้งานบางประเภทลดลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างงานและความต้องการทักษะรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้และสามารถใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมทำงานร่วมกับสถานศึกษา นายจ้าง และผู้ประกอบการ เพื่อให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริงและความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากนี้ ในการหารือและเจรจาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยควบคู่กับการดึงดูดการลงทุน โดยพิจารณาถึงจำนวนการจ้างงานคนไทย แผนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศช่วยพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การยกเครื่องประเทศไทยทั้ง 3 ด้านข้างต้นเดินหน้าได้ คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง(Reinvent Politics) มุ่งสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง รวมถึงการตรวจสอบที่มุ่งประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่การใช้วาทกรรมหรือข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างความเกลียดชังหรือขัดขวางการทำงานของฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยการทำงานทางการเมืองและการสื่อสารระหว่างกันควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเครื่องประเทศไทยไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นภารกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดและร่วมกันทำ โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาประสานเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อสร้างประเทศไทยที่มีความมั่นคงและพร้อมรับมือกับโลกยุคเศรษฐกิจใหม่



