ไทยออยล์ ยังแข็งแกร่ง กำไร 2568 ทั้งปี 14,584 ล้านบาท

Date:

พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” เปิดเผยว่า “ไตรมาส 4/2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,147 ล้านบาท จากปัจจัยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ ทั้งนี้ เป็นผลจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาค 

นอกจากนี้ยังมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Optimization) หลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็ปรับตัวสูงขึ้น จากการชะลอการดำเนินการของผู้ผลิตในภูมิภาค ประกอบกับ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่สูงขึ้น” 

สำหรับราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,461 ล้านบาท

ในปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการลดระดับหนี้สินทั้งสิ้นประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า (long-term loan prepayment) จำนวนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ได้รับเงินสดจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Monetization) จำนวน 18,230 ล้านบาท โดยทางบริษัทฯ นำเงินดังกล่าวไปลดระดับหนี้สินต่อเนื่องผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ อีกจำนวนประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้ในปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าว จำนวน 4,042 ล้านบาท และยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งเกิดจากการต่อรองราคาจากการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,625 ล้านบาท” 

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งแรกของ ปี พ.ศ. 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยระดับน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของ OPEC+ ตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติให้ชะลอการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 แล้วก็ตาม รวมถึงอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอก OPEC+ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย ท่ามกลางการเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง

ในส่วนของค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด/น้ำมันอากาศยานสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปต่อการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซีย ทำให้บางประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังยุโรปได้ลดลง ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้การผลักดันของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางการเริ่มดำเนินการของโรงกลั่นขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก และไนจีเรีย”

ไทยออยล์ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เดินหน้าตามแผนงาน มุ่งบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดหลัก ESG เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงขององค์กรอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ ไทยออยล์

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน 

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’