‘ศุภจี’ แจงงบฯ ปี 2570 ชี้รัฐบาลใช้งบจำกัดท่ามกลางความท้าทายโลก

Date:

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า ขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายที่ร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ โดยยอมรับว่างบประมาณของประเทศในปีนี้มีข้อจำกัดจากภาระโครงสร้างที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นางศุภจี กล่าวว่า บริบทของประเทศในปัจจุบัน กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแข่งขันและการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องรักษาสมดุลในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างมาก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ความจำเป็นในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน จึงจำเป็นต้องยกระดับผลิตภาพ พัฒนาอุตสาหกรรม และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับทิศทางของโลก

“รัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการรับฟังการอภิปรายของสมาชิก ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอในการแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายเรื่องเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถดูแลทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กัน

สำหรับนโยบายสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ

ในส่วนของสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณร้อยละ 8-9 ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากกว่าร้อยละ 30 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถยกระดับรายได้ภาคเกษตรได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนถึงหนึ่งในสามของประเทศ

การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด การทำตลาดล่วงหน้า และการลดต้นทุนการผลิต

ส่วนกลางน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการสร้าง “ล้งชุมชน” เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด โดยยกตัวอย่างการจัดตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งภาครัฐเข้าไปสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และการหาตลาดรองรับ

ด้านปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งรัฐบาลประเมินล่วงหน้าว่าปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่า 30% และมีแนวโน้มเป็นผลขนาดเล็ก จึงเร่งทำตลาดสำหรับทุเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งส่งทีมไปเจรจาที่หน้าด่านเวียดนาม มีการเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้า ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ไม่ประสบปัญหาติดค้างหน้าด่าน

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า การที่ไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการตรวจสารปนเปื้อน ทำให้สามารถรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศไว้ได้ ต่างจากบางประเทศคู่แข่งที่ประสบปัญหาจากการส่งออกเนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพ

“สิ่งที่รัฐบาลทำคือการแก้ปัญหาก่อนเกิดวิกฤต ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงใช้งบประมาณเข้าไปแก้ไข เพราะการบริหารเชิงป้องกันใช้งบน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า”

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร แม้จะมีบางชนิดปรับตัวลดลง แต่โดยภาพรวมสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะข้าว ซึ่งราคาส่งออกข้าวขาวของไทยปรับจากประมาณ 334 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เป็น 470-480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน สูงกว่าทั้งเวียดนามและอินเดีย สะท้อนผลจากการบริหารจัดการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการพัฒนาภาคข้าว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา ผ่านการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีในการติดตามผลผลิต การซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงการใช้ข้าวกับหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์และกองทัพ รวมถึงโครงการชะลอการขายและการพัฒนา “New Rice Economy” หรือข้าวเศรษฐกิจอนาคต ส่งเสริมข้าวประณีต และต้องการให้เกษตรกรทดลองปลูกพืชมูลค่าสูงในพื้นที่บางส่วนของแปลง เช่น บริเวณท้ายไร่ พร้อมจัดหาตลาดรองรับให้ล่วงหน้า

พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาชุมชนข้าว 200 ชุมชนทั่วประเทศ และได้รับงบประมาณเพิ่มเติมขยายเป็น 466 ชุมชน เพื่อพัฒนาให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพตามความต้องการจริง ทั้งด้านเครื่องจักร การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาพันธุ์ข้าว

นางศุภจี กล่าวถึงการพัฒนา SME ว่า ผู้ประกอบการ SME คิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และกว่า 22,000 รายจากผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียงร้อยละ 12 และมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณร้อยละ 35 จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ที่ผ่านมา กระทรวงได้พัฒนาทักษะผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,000 ราย พร้อมศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม GP ของแพลตฟอร์มออนไลน์เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ รวมถึงผลักดันการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

สำหรับการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน ตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลเดินหน้าสร้างสมดุลการส่งออก โดยเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ทั้งในประเด็นมาตรการภาษีตอบโต้ (ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบทและตั้งเป้าปิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในการเจรจารอบปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการให้บริการภาครัฐ ทั้งการตรวจจับความเสี่ยงของบริษัทนอมินี การให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การแนะนำการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ GISTDA เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ถ้าทราบว่าที่ไหนเกิดปัญหาก็จะ ให้พาณิชย์จังหวัดประสานเข้าไปรับซื้อ

 และในช่วงท้าย นางศุภจี ยืนยันว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

นายกฯ อนุทิน นำวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล จ.อุดรธานี

นายกฯ อนุทิน นำวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยเขตอุดรธานี

การไฟฟ้า แถลงโซลาร์ภาคประชาชน ลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นราย

PEA และ MEA แถลงความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นราย แจงปมราคาติดตั้งภาคเหนือคาดเคลื่อน

นายกฯ อนุทิน เข้าวัดโพธิ์ชัย พระคู่เมืองหนองคาย ขอประเทศอยู่เย็นเป็นสุข

นายกฯ อนุทิน เข้าวัดโพธิ์ชัย ครอบเกตุหลวงพ่อพระใส พระคู่เมืองหนองคาย ขอประเทศอยู่เย็นเป็นสุข

‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน

‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้ เชื่อมตลาดนักเดินทาง