‘ศุภจี’ เปิดงาน Thailand Gold Summit 2026

Date:

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย Business Tomorrow ร่วมกับ ทันโลกกับ Trader KP ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ประกอบการค้าทองคำ นักลงทุน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นางศุภจี กล่าวว่า เวที Thailand Gold Summit จัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเด็นด้านความมั่นคงไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการเมืองระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทุกประเทศ

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังคงให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในภาพรวม ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่การเอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า

ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลได้หารือถึงแนวทางยกระดับคุณภาพการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การจ้างแรงงานไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เข้มแข็งมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดตามฤดูกาล และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อไทยและประเทศคู่ค้า

นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และการผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย

“ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่จากแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนว่าการกระจายตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการใช้จุดแข็งของประเทศกำลังเดินมาถูกทิศทาง

รัฐบาลจึงได้ปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Resilient Supply Chain) และการสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ

ในบริบทดังกล่าว “ทองคำ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่มีบทบาทเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ทั้งในฐานะสินทรัพย์ของประชาชน สินทรัพย์สำรองของประเทศ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับโลก รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ จึงเป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนทุกครั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต จึงขอให้ทุกคนลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลงทุนกับผู้ที่เชื่อถือได้ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงและความสำเร็จในการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

นายกฯ อนุทิน นำวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาล จ.อุดรธานี

นายกฯ อนุทิน นำวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ สถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยเขตอุดรธานี

การไฟฟ้า แถลงโซลาร์ภาคประชาชน ลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นราย

PEA และ MEA แถลงความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นราย แจงปมราคาติดตั้งภาคเหนือคาดเคลื่อน

นายกฯ อนุทิน เข้าวัดโพธิ์ชัย พระคู่เมืองหนองคาย ขอประเทศอยู่เย็นเป็นสุข

นายกฯ อนุทิน เข้าวัดโพธิ์ชัย ครอบเกตุหลวงพ่อพระใส พระคู่เมืองหนองคาย ขอประเทศอยู่เย็นเป็นสุข

‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน

‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้ เชื่อมตลาดนักเดินทาง