
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00น.ของวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา(ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง) ที่ตึก Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยผลการร่วมหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกับนักลงทุนและผู้บริหารสถาบันการเงิน กองทุนชั้นนำของสหรัฐ ฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทย นโยบายด้านการลงทุน ตลอดจนโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป
นางศุภจี กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ได้เน้นย้ำถึงนโยบายและศักยภาพของประเทศไทย โดยนำเสนอพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและตลาดทุน รวมถึงผลการดำเนินงานและอันดับต่าง ๆ ของประเทศไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนศักยภาพของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีการเติบโตและได้รับความสนใจจากนักลงทุน พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศไทย
นักลงทุนให้ความสนใจต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงจีน โดยนางศุภจีได้ชี้แจงว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายที่มีความสมดุล มุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกัน และไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าทุกฝ่าย
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นางศุภจีระบุ
ขณะที่ นายไชยชนก กล่าวว่า การหารือในวันนี้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยนักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาความร่วมมือกับภาคเอกชนและพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมทั้งไทยจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาความร่วมมือกับภาคการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน
นายไชยชนก กล่าวถึงความกังวลของนักลงทุนภาคเทคโนโลยีต่อการเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดไทยที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อจำนวนแรงงานในอนาคตว่า ความท้าทายดังกล่าว กลายเป็นโอกาสของประเทศไทยเพราะไทยจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดข้อจำกัดด้านกำลังแรงงาน พร้อมทั้งยกระดับทักษะของบุคลากรให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่



