ก.ล.ต. เจอพิษแจ้งถือหุ้นทิพย์ บั่นทอนเชื่อมั่นตลาดหุ้น

Date:

ก.ล.ต. องค์กรกำกับ ยังเอาไม่อยู่ เจอพิษแจ้งถือหุ้นทิพย์เป็นหมื่นล้าน จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทยได้อย่างไร?

หลังจากที่นายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ต้องออกโรงบอกให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงหญิงปริศนาแจ้งรายงาน (แบบ 246-2) ของก.ล.ต. แจ้งถือหุ้นทิพย์ หลายบริษัท มูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท เพราะเป็นการสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้น และความน่าเชื่อถือการทำงานของ ก.ล.ต. เองด้วย

หลังจากนั้นเพียงข้ามคืน ผู้บริหาร ก.ล.ต. ก็ตั้งโต๊ะแถลงใหญ่ อย่างกับคณะปฏิวัติ หลังจากที่เต้นเด้งเชือกแจ้งอ้อมไปอ้อมมา ไม่ได้ใจความจับต้นชนปลายไม่ได้

ผู้บริหาร ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงว่า การรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ พบ 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ หุ้นที่ได้มาตั้งแต่ปี 2564 มีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 

โดยเมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล

ก.ล.ต. ย้ำว่า ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน จึงมีการดำเนินการเพื่อระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้องตามกระบวนการข้างต้น

สำหรับประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว ก.ล.ต. สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก

2. ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน

3. การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น 

ก.ล.ต. ยังพยายามอธิบายในส่วนของระบบการรายงานแบบ 246-2 ก.ล.ต. จัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยผู้ที่ประสงค์จะบันทึกข้อมูลในระบบต้องลงทะเบียนและระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ซึ่งระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรดังกล่าว และหากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน โดยภายหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วจึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องมีการรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว ซึ่งระบบการรายงานแบบ 59 มีกระบวนการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนในลักษณะเดียวกันกับการรายงานแบบ 246-2

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ตามกระบวนการของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ กรณีการนำส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไป เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 

จากการชี้แจงของ ก.ล.ต. ต้องยอมรับว่าทำช้าเกินไป หากไม่ได้ถูกสั่งจากนายเอกนิติ ก.ล.ต. ก็คงไม่ออกมาชี้แจงอย่างที่เห็น

ในส่วนของการชี้แจง ก็ต้องยอมรับว่า ระบบการรายงานการถือหุ้นของ ก.ล.ต. มีความหลวมอยู่มาก ระบบที่ปล่อยให้คนปริศนาแจ้งถือหุ้นทิพย์ หลายบริษัท มูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท โดยระบบไม่มีการแจ้งเตือนอะไรเลย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ข้อมูลที่รายงานการถือหุ้นกับ ก.ล.ต. จะมีกรณีการถือหุ้นทิพย์นี้อีกมากน้อยขนาดไหน

นอกจากนี้ การชี้แจงของ ก.ล.ต. ยังขาดความชัดเจนการเอาผิดกับผู้ที่ทำผิด โดยอ้างว่าต้องใช้เวลาในการมาสอบข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่การกระทำความผิดชัดเจนจน ก.ล.ต. ถอนการแบบรายงาน และถอนการลงทะเบียนเป็นผู้ถือข้อมูลออกจากระบบของ ก.ล.ต.แล้ว

การทำงานของ ก.ล.ต. จึงสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับทั้งตลาดหุ้น และตัวขององค์กร ก.ล.ต. เอง เพราะหากพบทำผิดแจ้งถือหุ้นทิพย์เป็นหมื่นล้าน โดยที่ ก.ล.ต. ตรวจไม่ได้ว่าเขาทำไปทำไม ทำไปแล้วเขาตักตวงประโยชน์จากการแจ้งเท็จแบบนี้มากน้อยขนาดไหน ย่อมทำให้อนาคตจะมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถูกก.ล.ต. จับได้ ก็ยังเอาผิดยาก เอาผิดได้ช้า ถึงเอาผิดได้จริง โทษติดคุกไม่ถึงปี ปรับแค่ไม่เกินแสนบาท 

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’