
Mr.Wei Khoe Lim, SVP and Managing Director of Infineon Technologies Thailand กล่าวในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ “Competing for the Future: How Thailand Can Win the Next Wave of High-Value Investment” (ยุทธศาสตร์การแข่งขันของไทย: คว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนมูลค่าสูงระลอกใหม่) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า Infineon กำลังสร้างโรงงานแบ็กเอนด์แห่งใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็น “ฮับการผลิตขั้นปลายยุคถัดไป” (Next Generation Backend Hub) ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าฮับหลักที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันของ Infineon เกือบสองเท่า เพื่อรองรับการขยายตัวและเป้าหมายรายได้ของกลุ่มบริษัททั่วโลก ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานสู่กลุ่มช่างเทคนิคและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

นอกจากนี้ Mr.Wei Khoe Lim เปิดเผยภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Division) ที่แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบางตลาดจะทรงตัวหรือลดลง เช่น ยอดขายในประเทศจีนที่ลดลงกว่า 18% ในไตรมาสล่าสุด แต่ยอดขายผลิตภัณฑ์ของ Infineon ในส่วนงานยานยนต์ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนระบบซอฟต์แวร์และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) และการลดคาร์บอน (Decarbonisation)
ด้าน Infineon ขึ้นแท่นบริษัทเยอรมนีท็อป 10 จากบทบาทด้าน AI computing โดยเน้นเติบโตใน 2 กลุ่มหลักคือพลังงานและยานยนต์ (ดิจิทัลไลเซชันในรถยนต์)
“มองว่าไทยมีจุดแข็งด้านนโยบายรัฐที่หนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำเลยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจที่เติบโต แต่ยังต้องปรับปรุงเรื่องกฎระเบียบ พิธีการนำเข้า-ส่งออก การเปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นดิจิทัล และคุณภาพ/ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า” Mr.Wei Khoe Lim กล่าว

ดร.ปรอง คงทรัพย์โต Chief of Staff and Senior Director for External Affairs, Lumentum Thailand กล่าวว่า Lumentum ประเทศไทย เริ่มต้นฐานการผลิตในไทยด้วยพนักงานเพียงไม่กี่ร้อยคนเมื่อ 8 ปีก่อน จนเติบโตเป็น 9,000 คนในปัจจุบัน และจะก้าวสู่ 10,000 คนในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบริษัท เพื่อผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) และระบบสื่อสารขั้นสูงสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และดาต้าเซ็นเตอร์
อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโอกาสการเติบโต โดยความต้องการเชื่อมต่อภายในดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเครือข่ายโทรคมนาคมกำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้สายทองแดง (Copper Wire) ที่มีข้อจำกัด ไปสู่ระบบการรับส่งข้อมูลผ่านคลื่นแสงด้วยอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ ซึ่งช่วยให้ขีดความสามารถการเชื่อมต่อขยายตัวอย่างทวีคูณ
จุดแข็งเชิงกลยุทธ์และคุณลักษณะเฉพาะของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศไทย เช่น ประสบการณ์อันยาวนานในกลุ่มรับจ้างผลิต (OEM) และผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ รวมถึงบุคลากรไทยที่มีคุณลักษณะอันโดดเด่น ได้แก่ ความเป็นมิตร วัฒนธรรมรักการบริการ ความประณีตในการควบคุมคุณภาพ ความสามัคคีและยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับต่างชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพทางแรงงานและดึงดูดใจให้นักลงทุนเลือกประเทศไทยเป็นทางเลือกฐานผลิตที่มีความมั่นคง
การเติบโตของ Photonics และ Advanced Electronics เชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการอุปกรณ์ Photonics ใน Data Center
จุดเชื่อมต่อภายใน Data Center กำลังเปลี่ยนผ่านจากสายทองแดงไปสู่เทคโนโลยี Photonics มากขึ้นอุปกรณ์ Photonics ที่ใช้รองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีการผลิตในประเทศไทย ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก
ประเทศไทยควรยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนคุณภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
หลักสูตรด้าน Photonics ในประเทศไทยยังมีจำกัด ส่งผลให้จำนวนวิศวกรเฉพาะทางยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม
ริเริ่มโครงการพัฒนาทักษะวิศวกรรมโฟโตนิกส์ผ่านความร่วมมือร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยของไทย (เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยเปิดหลักสูตรออนไลน์ 3 ระดับ เพื่อยกระดับทักษะและการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill & Reskill) ของแรงงานไทย พร้อมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) จัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์โฟโตนิกส์ (Photonic Laboratories) ในศูนย์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติของประเทศ
ดร. ปรอง เสนอแนะแนวคิดสำคัญว่า ความสำเร็จในระยะยาวของประเทศไม่ควรมุ่งเน้นวัดที่ยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการแปรเปลี่ยนเงินลงทุนนั้นให้ไปสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเติบโตของคู่ค้าท้องถิ่น และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลโดยตรงต่อการผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพื่อเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่มั่นคงต่อไป

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไทยเป็นจุดหมาย FDI สำคัญของเอเชีย โดยมีการขอรับส่งเสริมผ่าน BOI เติบโตทำสถิติสูงสุดในทุกปี จากอานิสงส์ของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการย้ายฐานผลิตอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเป็นกลางของไทย ความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและดิจิทัล และนิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานโลก
อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Digital, Electronics, Materials, Automotive และ Chemicals
คาดว่าคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ในอีก 3–5 ปี จะมาจากห่วงโซ่ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์อัจฉริยะ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย BOI จะเสนอยุทธศาสตร์ชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ในการประชุมต้นเดือนกันยายนนี้
วิเคราะห์ทิศทางและโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยี AI มาบูรณาการในอุตสาหกรรมรอบตัว (อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยานยนต์ดิจิทัล) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานรวมกลุ่มกันบนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ชั้นสูง โฟโตนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบระบายความร้อน (Cooling System) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทย
ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล (Talent Development) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกลยุทธ์ “สองทาง” ได้แก่ “Build” (สร้างแรงงานไทยโดยร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การบิน และระบบดาต้าเซ็นเตอร์) ควบคู่กับ “Buy” (ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและสตาร์ทอัพให้มาพำนักและทำงานระยะยาวผ่านมาตรการพิเศษ เช่น Smart Visa, BOI Visa และ LTR Visa)
สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ 3 เรื่อง: (1) พัฒนาบุคลากร (2) พัฒนาซัพพลายเชนใหม่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (3) เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ ผ่านโครงการ “Thailand Fast Pass”
นายนฤตม์ กล่าวว่า ภาพประเทศไทยในปี 2035 GDP เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อันดับความสามารถการแข่งขัน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2030 ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนไทยจากเพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและงานบริการมูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ฐานการผลิต



