Krungthai CIO แนะกลยุทธ์ Barbell รอจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มกระแสเงินสดแข็งแกร่ง 

Date:

Krungthai CIO มองสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับฐาน จากความกังวลต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงด้านเครดิตของ AI Financing รวมถึงเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าคาด และราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะรอจังหวะตลาดย่อตัวทยอยสะสมหุ้น (Buy on Dip) ไม่ไล่ราคา เน้นหุ้นกำไรชัดเจน กระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ผสมหุ้นเติบโตคุณภาพสูงและกลุ่ม Healthcare กระจายความเสี่ยงจากวัฏจักร AI

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) ) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 19 – 23 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานลงจากแรงกดดันในกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 1.9% และ Nasdaq ลดลง 4.5% ขณะที่ Dow Jones ปรับเพิ่มขึ้น 0.7% WoW จากแรงกดดันในกลุ่ม Semiconductor ที่ปรับลดลงถึง 11.4% จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและ AI Financing ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปรับเพิ่มขึ้น 2.1% สวนทางกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลดลง ตามการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

ด้านตราสารหนี้และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง 15 bps อยู่ที่ระดับ 5.10% หลังแรงขายหุ้นกลุ่ม AI ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนบอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ปรับลดลง 5.7 bps อยู่ที่ 2.31% และราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 4.9% อยู่ที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลง 0.7% อยู่ที่ 4,167 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะมีแรงซื้อกลับในช่วงปลายสัปดาห์

Krungthai CIO คงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง เน้นกลยุทธ์ Barbell ในพอร์ตการลงทุนหลัก คู่หุ้นเติบโตคุณภาพสูงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กับกลุ่ม Healthcare ที่ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจบริหารจัดการด้านสุขภาพและนวัตกรรม Pharma/MedTech เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยไม่ต้องลดสัดส่วนหุ้นเติบโตทั้งหมด ขณะที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor ซึ่งมีความผันผวนสูง ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นเด่นที่แนะนำให้ทยอยสะสมเป็นระยะ หลังผลประกอบการของ TSMC และ ASML ยืนยันความแข็งแกร่งของ AI Investment Cycle

ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานยังเป็นทางเลือกป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับกระจายความเสี่ยงในระยะยาว โดยมีแนวรับที่ 3,900 – 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับตราสารหนี้ แนะบริหารแบบ Short-to-Medium Duration ในตราสารคุณภาพสูง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย โดยมอง บอนด์ยีลด์ สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะทยอยสะสม และหากปรับขึ้นสู่ระดับ 5.30 – 5.35% สามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเชิงรุก เพื่อล็อกผลตอบแทนระยะยาว

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และแนวโน้ม AI Capex ตัวเลขเศรษฐกิจจีน  เศรษฐกิจสหรัฐ  ดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการประชุมของธนาคารกลาง ทั้ง การประชุม FOMC,ECB BOJ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านการคลัง และเสถียรภาพตลาดในระยะต่อไป

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

รัฐบาล ผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน เร่งแก้ปัญหาน้ำเสียคลองระพีพัฒน์

รัฐบาล ผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน เร่งแก้ปัญหาน้ำเสียคลองระพีพัฒน์ อัดน้ำดีวันละ 5 แสน ลบ.ม. เจือจาง คาดระบายน้ำท่วมขังหมดกลางเดือนพฤศจิกายนนี้

กรุงไทยคว้ารางวัล “บริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์” ระดับดีเด่น ประจำปี 2569

กรุงไทยคว้ารางวัล “บริหารจัดการเรื่องร้องทุกข์” ระดับดีเด่น ประจำปี 2569 ตอกย้ำต้นแบบการดูแลลูกค้าอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ได้รับการยกย่องเป็น “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2026”

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ได้รับการยกย่องเป็น “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2026” สาขาธุรกิจการเงินและธนาคาร

Krungthai WEALTH จัด “Exclusive Golf Experience” 

Krungthai WEALTH จัด “Exclusive Golf Experience” เชื่อมสัมพันธ์สู่ความมั่งคั่งที่มากกว่าการลงทุน