
Krungthai CIO มองตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงขายจากความกังวลความคุ้มค่าลงทุน AI ราคาน้ำมันพุ่ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ มองเป็นการปรับลดมูลค่าหุ้น (De-rating) มากกว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนทิศทาง ขณะที่พื้นฐานธุรกิจ AI ยังแข็งแกร่ง คงมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นระยะกลาง แนะทยอยสะสมหุ้นคุณภาพเมื่อราคาปรับฐาน และกระจายลงทุนในหุ้นเติบโตควบคู่ Healthcare เพื่อลดความเสี่ยง
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.6% Nasdaq ลดลง 2.0% และ Dow Jones ลดลง 0.9% จากแรงขายหุ้นกลุ่ม Hyperscalers และ Semiconductor ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัว 1.7% และญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแรงขายที่กระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม
ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลง 6 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.93% จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย หลังหุ้น AI ร่วงแรง ส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ลดลง 14.3 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 2.16% ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 1.5% แตะ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง สวนทางกับราคาทองคำที่ลดลง 3.0% สู่ระดับ 3,875 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลุดแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลเงินเฟ้อ แนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และแรงขายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
Krungthai CIO ยังคงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI ยังแข็งแกร่ง สะท้อนจากผลประกอบการของ SK Hynix และความต้องการผลิตชิปที่รองรับกำลังการผลิตในปี 2027–2028 จึงมองว่า การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน โดยแบ่งเงินลงทุนเป็นระยะ ไม่เร่งซื้อในครั้งเดียว พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ผสมผสานหุ้นเติบโตคุณภาพสูง (Quality Growth) กับหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรแตกต่างจากกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต สำหรับการกระจายลงทุนในตลาดต่างประเทศ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีความน่าสนใจจากปัจจัย สนับสนุนภายในประเทศ ส่วนหุ้นจีน A-shares แนะนำถือต่อ แต่ยังไม่เพิ่มน้ำหนักจากสัญญาณเทคนิคระยะสั้นที่อ่อนแอ
ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงใช้หุ้นกลุ่ม Energy เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ขณะที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว แต่ระยะสั้นแนะนำชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรอสัญญาณสร้างฐานราคาหลังหลุดแนวรับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยคงสัดส่วนทองคำที่ 5–10% ของพอร์ต ส่วนตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากการถือครองและจำกัดความผันผวน โดยเริ่มทยอยสะสมเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สูงกว่า 5.00% และพิจารณาเพิ่มน้ำหนักบริเวณ 5.30–5.35% โดยยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนในตราสารหนี้อายุยาว โดยเฉพาะผู้ที่รับความผันผวนของราคาได้จำกัด
สำหรับกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ กองทุน KTSV-KTB กองทุนตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง สามารถขายคืนและรับเงินได้ทันที เหมาะสำหรับพักเงินระหว่างรอจังหวะลงทุน และ กองทุน KTWC-Alpha ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลก เพื่อเสริมพอร์ตการลงทุนในส่วน Satellite เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในจังหวะที่ราคาปรับตัวลง
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. เพื่อประเมินทิศทางนโยบายภาษี การคลัง การต่างประเทศ และกฎเกณฑ์กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับ AI Data Center รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) การจ้างงานภาคเอกชน (ADP) และการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) วันที่ 5 พ.ย. ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ CPI และ PPI วันที่ 10 และ 13 พ.ย. การทบทวนตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และ Core PCE วันที่ 25 พ.ย. รวมถึงการขยายตัวของส่วนต่างผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Credit Spread) ในกลุ่มเทคโนโลยี และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดเดือนพฤศจิกายน 2569



