
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เมื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ชาติต่างๆ (นี่แบบลดราคาให้แล้วครึ่งนึง) พร้อมประกาศว่าเป็น Liberation day หรือวันปลดแอกที่สหรัฐถูกชาติต่างๆแย่งชิงทรัพยากรและความมั่งคั่งไป พร้อมจะตอบโต้แบบตาต่อตา คือใครทำอะไรกับสหรัฐ สหรัฐก็จะทำคืน และบอกว่าภาษีที่จัดเก็บได้นี้จะมาลดหนี้ นำมาใช้จ่ายให้คนสหรัฐ ผมมองต่อได้คือ
1. ทรัมป์ตั้งใจลดการพึ่งพิงจีนและชาติที่ไม่ใช่พันธมิตรแท้ๆของสหรัฐ อยากย้ายฐานการผลิตกลุ่มชิป เซมิคอนดักเตอร์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และรถยนต์กลับมาสหรัฐ โดยการขึ้นภาษีเพื่อให้โรงงานในตปท.ย้ายกลับไปตั้งฐานในสหรัฐ รวมทั้งเตรียมความพร้อมหากเกิดสงคราม เช่นยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ
2. ตั้งใจแก้ปัญหาระยะยาว เพราะหากทรัมป์ไม่ทำอะไร ประสิทธิภาพการผลิตในสหรัฐจะแย่ลง ต้องสู้เพื่อให้ประเทศอื่นยอมลดภาษีนำเข้า ข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มีการอุดหนุนสินค้าส่งออกแย่งทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ระบบ VAT เพื่อเอาเปรียบสินค้าจากสหรัฐ การบิดเบือนค่าเงิน และอื่นๆ (ส่วนของ Non tariff barrier มีมากและยากที่จะประเมิน)
3. ทรัมป์ในช่วงนึงหยิบยกรายงานของตัวแทนการค้าสหรัฐ Foreign Trade Barrier ขึ้นมา อ่านรายละเอียดแล้วจะรู้ว่าชาติต่างๆ เก็บภาษีจากสหรัฐอย่างไร เช่นสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์จากประเทศอื่น 2.4% แต่ไทยเก็บจากสหรัฐ 60% เวียดนามเก็บที่ 75% หรือด้านรถยนต์ที่สหรัฐเก็บจากประเทศอื่น 2.5% แต่ยุโรปเก็บจากสหรัฐ 10% แถมมี VAT อีก 20% และยังบอกว่ามีมาตรการอื่นนอกจากภาษีอีกมาก จนรถในเกาหลีใต้เป็นรถที่ผลิตเอง 81% ญี่ปุ่น 94% แทบไม่มีรถนำเข้า (ผมคุ้นๆว่าในสหรัฐครึ่งต่อครึ่งเป็นรถที่ผลิตเองและรถนำเข้า) อีกทั้งกลุ่มภาคเกษตรที่ต่างชาติห่วงว่าสินค้านำเข้าจะกระทบเกษตรกร ทรัมป์บอกเขาจะเอาคืนด้วยการเก็บภาษี เพราะบางประเทศเช่นออสเตรเลียไม่ให้นำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐ หรือจีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าข้าวสูงมาก
4. ภาษี Universal tariff (ทรัมป์เรียกว่า minimum cheating) จะเก็บที่ 10% ในวันที่ 5 เมษายน ส่วน Reciprocal tariff จะเก็บวันที่ 9 เมษายน (ภาษีจากจีนจะพุ่งไป 54%) ขณะที่ภาษีจากแคนาดาและแมกซิโกจะเลื่อนไปรอดูการตรวจสอบการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมาย
5. ทรัมป์วางแผนจะใช้ภาษีนี้ลดหนี้ และกล่าวถึงแผนการจะลดภาษีในประเทศ รวมทั้งการเลื่อนการชำระหนี้ (debt extension) ซึ่งประเด็นหลังนี้จะรอดูความชัดเจนว่าจะเป็นการสลับหนี้สั้นไปหนี้ยาวอย่างที่เป็นข่าวไหม แล้วดอกเบี้ยจะคิดอย่างไรซึ่งอาจกระทบตราสารหนี้
6. แนวทางแก้ปัญหาหลังจากสงครามการค้ารุนแรง- ทรัมป์บอกวิธีแก้ไว้แล้วว่า ให้ลดภาษีนำเข้า ยกเลิก non tariff barrier หยุดบิดเบือนค่าเงิน เร่งนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ และมาลงทุนที่สหรัฐ ส่วนประเทศต่างๆ เตรียมรับมือเช่นกัน เช่น ยุโรปกำลังหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีนจะหามาตรการจำกัดการย้ายฐานไปสหรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง แล้วไทยจะทำอะไรได้หลังจากนี้ ผมมองว่าน่าจะทำตามที่ทรัมป์เสนอบ้าง อย่างน้อยก็แสดงความจริงใจ และเพิ่มการต่อรอง เร่งให้ข้อมูลว่าตัวภาษีที่ไทยเก็บจากสหรัฐไม่ได้สูงอย่างที่สหรัฐเห็น แต่ต้องเร่งประสานงานว่าเขาใช้อะไรวัด ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมแผนรับมือผลกระทบด้วย เช่น การสวมสิทธิจากจีน สินค้าจีนทะลักกระทบภาคการผลิตไทย และหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแจกเงิน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างงาน สร้างรายได้ หามาตรการทางการเงินดูแลผู้ได้รับผลกระทบ คาดว่าหากเจรจายาก และภาษีเกิดจริง กนง.น่าลดอัตราดอกเบี้ยลงรอบ 30 เมษายนนี้ ส่วน GDPไทยจะกระทบแค่ไหน ผมห่วงว่ามีโอกาสโตต่ำ 2% เป็น downside risk (เราส่งออกสินค้านับเป็น 60% GDP ส่งไปสหรัฐเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด รวมๆ เกิน 10% ของGDPไทย ถ้าส่งออกไปสหรัฐติดลบจะกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็ก้อนใหญ่ที่ส่งไปสหรัฐ ทางอ้อมคือที่ส่งไปประเทศอื่น อย่างจีน เวียดนาม ยุโรปที่จะลำบากมากขึ้นตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง) ส่วนท่องเที่ยวก็น่ากระทบด้วยเพราะคนขาดความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจโตจากปีก่อนที่ 35.5ล้านคนมาแถวๆ 37-38 แทนที่จะทะลุ 39 ไว้จะรอประเมินกันอีกทีครับ แต่ความชัดเจนน่าเกิดก่อนสงกรานต์นี้