
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่ประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คาดว่าหากเศรษฐกิจจบได้ภายใน 2 สัปดาห์ หรือ ไม่เกินไตรมาส 2 จะกระทบเศรษฐกิจให้ปี 2569 ขยายตัวลดลงเหลือ 1.3-1.7% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.9%
ทั้งนี้การประเมินดังกล่าว ยังไม่นับรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะออกมา ที่จะมีออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เพิ่มจากที่แบงก์ชาติคาดการณ์เบื้อต้นขึ้นไป ตามขนาดของมาตรการกระตุ้นว่าจะออกมาใหญ่ และมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไร
สำหรับเงินเฟ้อของไทยปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 0.3% ก็จะได้ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 2.5-3.5%
“ตอนนี้ แบงก์ชาติจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกดเงินเฟ้อให้ต่ำลง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ นอกจากไม่ทำให้เงินเฟ้อลดลงแล้ว ยังเป็นการทำลายกำลังซื้อของประชาชนเข้าไปอีก” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า วิกฤตเงินเฟ้อของประเทศไทย ครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ประกอบด้วย
1 ระยะเวลาของสงครามตะวันออกกลาง จะอยู่จบภายใน 2 สัปดาห์ หรือภายในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่แบงก์ชาติประเมินเป็นกรอบไว้เบื้องต้น
2 ความรุนแรงของสงคราม ว่าจะรุนแรงมากขึ้นไปมากน้อยขนาดไหน
3 เรื่องบริหารวัตถุดิบการผลิตของไทย ทั้งน้ำมัน ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติด หากมีปัญหาไม่เพียงพอ จะมีผลต่อเศรษฐกิจมาก และส่งผลดึงเงินเฟ้อไทยสูงขึ้นอีก
“ขณะนี้ แบงก์ชาติประเมินสถานการณ์ ไว้ 2 ช่วง คือ สงครามจบได้ภายใน 2 สัปดาห์ หรือยาวกว่านานกว่านั้น ก็ประเมินว่าจะจบภายในไตรมาส 2 ปี 2569 ถึงจบแล้วน้ำมันลง แต่จะไม่ต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามที่ เดือนม.ค. 2569 อยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล เดือน ก.พ. 70 เหรียญต่อบาร์เรล ถึงจบราคาน้ำมันอาจจะอยู่ 80-85 เหรียญต่อบาร์เรล ยาวๆ ไปอีกระยะหนึ่ง” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าายืนยันว่า วันนี้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นแบบผ่อนคลายเต็มที่ และแบงก์ชาติยังไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายดอกเบี้ยภาวะปัจจุบัน ส่วนโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายนั้น ดูได้จากแนวโน้มของดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศในโลก จะคงดอกเบี้ย หรือ เพิ่มขึ้น แบงก์ชาติดำเนินนโยบายดอกเบี้นเพื่อดูแลเรื่องทั้งเงินเฟ้อ และการขยายตัวเศรษฐกิจไปควบคู่กันให้มีความสมดุลมากที่สุด



