
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่ประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า การสร้างมาตรฐานการกำหนดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ และ นอนแบงก์ ซึ่งมีทั้งรายการเล็กและใหญ่ 15-17 รายการ เช่น ค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีที่มียอดเงินต่ำกว่า 2,000 บาท ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์คิดต่างกันตั้งแต่ 20-100 บาทต่อเดือน มีบางธนาคารคิดสูงถึง 500 บาทต่อเดือน ซึ่งแบงก์ชาติจะขอให้ปรับเหลือเท่ากันทุกแบงก์ที่ 20 บาทเดือน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมการกดเงินสด ที่มีการคิดถึง 3% ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็น 36% ปี ซึ่งแบงก์ชาติมองว่าสูงเกินไป จะมีการปรับการกดเงินสดให้ต่ำกว่า 3% ต่อเดือน ซึ่งอยู่การกำหนดระดับที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ยังมีปรับค่าโอน BAHTNET ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใช้มาก โดยทุกธนาคารคิดค่าธรรมเนียมเท่ากันทุกแบงก์มี่ 250 บาทต่อการโอน แบงก์จะปรัยลงมาเหลือที่ 100 บาทต่อการโอน
พร้อมกันนี้จะปรับค่าเขียนคำร้องขอสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เสียอยู่ 3-5% ของวงเงินที่ขอ ก็จะลดลงใหเหลือ 2.5% ของวงเงินที่ขอ และไม่เกิน 250,000 บาท สำหรับเอสเอ็มอีที่ขนาดไม่เกินเท่าไรตามที่แบงก์ชาติกำหนด
นอกจากนี้ กรณีที่เอสเอ็มอีกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ ผ่อนชำระเกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง หากแบงก์พาณิชย์เดิมไม่ปล่อยกู้เพิ่มให้ และขอย้ายไปแบงก์พาณิชย์แห่งใหม่ แบงก์พาณิชย์จะไม่สามารถคิดค่าธรรมเนียมการขอย้ายได้ จากปัจจุบันที่คิดอยู่ 3% ของสินเชื่อที่กู้หรือสินเชื่อที่ยังเหลืออยู่ การเก็บค่าธรรมเนียมแบบนี้ ต้องไม่เก็บอีกต่อไป เพราะไม่เป็นธรรมกับเอสเอ็มอี ที่ขอกู้เพิ่มจากแบงก์เก่าก็ไม่ได้ ขอย้ายแบงก์ก็โดนเก็บค่าธรรมเนียมอีก
“การปรับค่าธรรมเนียมของแบงก์ชาติครั้งนี้ เป็นการสร้างมาตรฐานการกำหนดค่าธรรมเนียม ไม่ได้ลดค่าธรรมเนียมที่ตอนนี้มีการกำหนดขั้นต่ำและขั้นสูง โดยมาตรฐานใหม่ของแบงก์ชาติไปอยู่ที่แถวๆ ระดับขั้นต่ำที่แบงก์พาณิชย์เก็บอยู่
ไม่ได้ทำรุนแรง จนทำให้กำไรของแบงก์มีปัญหา” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่างว่า กระบวนการดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 เริ่มทำ Public Hearing หลังจากนั้น จะนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงและคาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ ค่าธรรมเนียมใหม่ก็จะมีผลบังคับใช้



