
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้รับผลกระทบจากสงคราม ก่อนมีสงคราม แบงก์ชาติคาดว่าจะปรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.2-2.3% แต่ยังไม่ทันได้ปรับก็เกิดสงครามขึ้นก่อน จึงปรับการขยายตัวเศรษฐกิจเหลือ 1.5%
อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลจากการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทย 2569 โตได้ 2%
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.เงินกู้ จะช่วยประคองเศรษฐกิจไตรมาส 3 ของปี 2569 จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ที่เริ่มในเดือนมิ.ย.-ก.ย. 2569 จะส่งผลดีมากกับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวได้ถึง 3.2% จากเดิมที่แบงก์ชาติคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.9%” นายวิทัย กล่าว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.9-3.0% จากที่ไตรมาส 1 ปี 2569 เงินเฟ้อไทยติดลบ 0.5% เงินเฟ้อทั้งปีสูงขึ้น เป็นผลจากราคาพลังงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยแบงก์ชาติคาดว่าเงินเฟ้อไตรมาส 3 ในเดือนต.ค. 2569 จะขยายตัวขึ้นไปสูงถึง 5% ซึ่งเป็นการขึ้นชั่วคราวเท่านั้น
“แบงก์ชาติจับตาเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก เพราะเป็นภารกิจหลักของแบงก์ชาติ เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นช่วงสั้นชั่วคราว ยังไม่มีผลต่อเงินเฟ้อสูงในระยะกลางและระยาวยาว ทำให้แบงก์ชาติไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1% ที่เป็นระดับที่เหมาะสมการดูแลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน” นายวิทัย กล่าว
ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าวว่า แบงก์ชาติไม่มีความกังวลเรื่องการขาดดุลแฟด คือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลการคลัง เพราะในส่วนของการขาดดุลเดินสะพัดคาดว่าจะเป็นภาวะชั่วคราวระยะสั้นเหมือนกับเงินเฟ้อ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ผ่านมา เกิดจากกการขาดดุลการค้านำเข้าน้ำมันจำนวนมากเป็นสำคัญ
“การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หากติดลบที่เกิดจากการนำเข้าเพื่อการบริโภคมาก จะเป็นเรื่องที่น่ากังวลน่าเป็นห่วง แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้นตอนนี้ มาจากการนำเข้าน้ำมันที่จากการกลัวขาดแคลนจากปัญหาสงคราม และการขาดดุลส่วนหนึ่งมาจากการนำเงินเข้ามาลงทุนโดยตรงของต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่ากังวลน้อยลง และถือเป็นเรื่องดี เพราะการขาดดุลแบบนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย” นายวิทัย กล่าว



