
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 มี 2 ความเสี่ยงที่แบงก์ชาติติดตามเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ได้แก่
1. อัตราเงินเฟ้อสูง ซึ่งผ่อนคลายลงมามาก จากเดิมเดือน มิ.ย. 2569 แบงก์ชาติคาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะสูงถึง 2.8 ซึ่งสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลาย ทำให้เชื่อว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะต่ำกว่าที่คาดไว้ นอกจานี้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 4 ช่วงเดือนต.ค. 2569 ที่คาดว่าจะสูงถึง 4-5% ก็จะไม่สูงขึ้นไปขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามยังเปลี่ยนแปลงอย่งรวดเร็ว กระทบต่อราคาน้ำมัน จากที่เคยสูง 120-140 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล และพอสงครามปะทุใหม่ ทำให้ราคาขยับขึ้นเกือบ 80 เหรียญต่อบาร์เรล อาจมีผลกระทบกับเงินเฟ้อไทย ซึ่งแบงก์ชาติติดตามดูแลอย่างไกล้ชิด
2 ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ที่แบงก์ชขาติติดตามอย่างไกล้ชิด ซึ่งเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นบ้างแต่ไม่สูงเนื่องจากสถานการณ์เศราฐกิจผ่อนคลายขึ้น จากปัจจัยเสี่ยง จากเดิมตอนเริ่มมีสงคราม คาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ 1.5% แต่สถานการ์ดีขึ้นมาก รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้แบงก์ชาติคาดว่าเศราฐกิจจะโตได้ถึง 2.3 แม้ว่าจะไม่ได้ดีมาก แต่ไม่แย่ ซึ่งเศรษฐกิจที่ขยายตัวจะทำให้ เอนพีแอลเพิ่มไม่มาก และลดลง
นายวิทัย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนที่ลดลงนั้นเป็นเรื่องดีแต่หากดูที่จำนวนตัวเลขหนี้ พบว่าลดลดงไม่มาก แต่สัดส่วนที่ลดลงมาจากฐานจีดีพีที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง สถาบันกสารเงินมีการปล่อยกู้อย่างระมัดระวังมากขึ้น แบงก์ชาติได้ติดตามดูแลออกมาตรการแก้ไขหนี้ครัว 2-3 มาตรการอย่งต่อเนื่อง และจะออกเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยจะกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจดีข้ึน และตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะดีขึ้นไปด้วย
นายกฯ อนุทิน ถก ‘กพช.’ ทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าโปร่งใส-เป็นธรรม เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รองรับการลงทุนต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น



