
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.50% โดยมีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ 86.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า
“หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น มากจากการเป็นหนี้สินเชื่อบุคคล เพิ่มขึ้นถึง 4.02% และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้น 1.75% เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าติดตามประเมินอย่างใกล้ชิด” นายดนุชา กล่าว
ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.2% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ของไตรมาสก่อน
สำหรับสินเชื่อค้างชำระ 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 5.53 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.07% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 3.51% ของไตรมาสก่อน
นายดนุชา กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ
1 ความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าหนึ่งบัญชี ส่วนหนึ่งเกิดจากที่สถาบันการเงินรายงานข้อมูลเครดิตบูโรเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์อาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเร่งเสนอขายบ้านให้กับผู้ซื้อ
2 ลูกหนี้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือของรัฐยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยข้อมูลพบว่ามีลูกหนี้่ NPL เพียง 23% โดยผู้เข้าร่วมโครงการ 2562-2568 มีเพียง 15% กลับมา



