ผู้ว่าแบงก์ชาติ เร่งเสริมนโยบายเฉพาะจุด รับมือเศรษฐกิจโตต่ำ

Date:

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ เข้าร่วมงานสัมมนา “Beyond ESG Thailand Transition # เปลี่ยนอนาคตประเทศ“ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569

โดย ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธปท.มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงใน 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่กรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก

ในด้านเสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่า สถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% หรือสูงเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์กำหนดที่ 11% ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรต่ำมาก และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์ และ QR Code เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่มีค่าใช่จ่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัจจุบันจะเห็นว่าเสถียรภาพทั้ง 3 ด้านค่อนข้างดีมาก

อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทมีความผันผวนและความเสี่ยงของประเทศที่เปลี่ยนไป ภาพรวมเศรษฐกิจโตต่ำลงต่อเนื่องจากก่อนปี 2540 จีดีพีโต 7% และหลังปี 2540 เหลือ 5.3% และมาช่วงโควิด-19 ลดลงเหลือ 2.4% และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 2.3% ซึ่งหากเศรษฐกิจโตต่ำลง รายได้ของคนและภาคธุรกิจลดลง ในท้ายที่สุดจะเป็นปัญหาหนี้เสีย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคได้ในอนาคต

ทั้งนี้ หากดูเครื่องมือนโยบายการเงิน แบงก์ชาติ มีเครื่องมือเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 1.00% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจริง แต่ยังเหมาะสมที่ประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยนมีช็อกเกิดขึ้น ธปท.ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไปการลดดอกเบี้ยก็คงไม่เหมาะ เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์

นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด และใช้เวลาทอดยาว 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ซึ่งภายใต้ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด แปลว่า ไทย จะต้องมีความยืดหยุ่นและทดท้าน (Resilience) และต้องพร้อมปรับตัว Transform หากไทย Resilience จะสามารถรับช็อกได้ รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย ไม่สามารถออกมาตรการเดียวแล้วจบทันที

โดยที่ผ่านมา แบงก์ชาติ พยายามขยายบทบาทและเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ทำไปแล้ว 4 เรื่อง คือ 1.แก้หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3.Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.เงินเทา และคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) ที่จะเปิดเฮียริ่งภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะออกใช้ได้ไตรมาสที่ 4/2569 ซึ่งจะเป็นการออกใบอนุญาต (License) ใหม่ รวมถึงการเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผูัประกอบการกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 45% ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่อยู่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’