
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า แบงก์ชาติอยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการกว่า 3,624 ราย 24 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 55% มื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 45% สำหรับสินเชื่อรายย่อย
“Non-Bank ใหญ่ขึ้น ซับซ้อน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่สถาบันการจะล้ม คืนเงินฝากไม่ได้ แต่ความเสี่ยงมันอยู่ที่ Non-Bank จุดประสงค์หลักของการเข้าไปกำกับดูแลคือ ความเป็นธรรม มี Non-Bank จำนวนมากปล่อยสินเชื่อคิดดอกเบี้ย 25% บางบริษัทปล่อย 33% แบงก์ชาติเพิ่งตรวจเจอมา” นายวิทัย กล่าว
ผู้ว่าแบงก์ชาติ ขยายความว่า Non-Bank นอกจากคิดดอกเบี้ย ยังคิดค่าธรรมเนียมอะไรซับซ้อนไปหมด Non-Bank บางแห่งปล่อยสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ด้วยดอกเบี้ย 25% มีอีกบริษัทเป็นอีวอลเล็ตมาประกบกัน ถ้าเบิก 25% จ่าย 25% แล้ว แล้วมาเบิกเงินสดบริษัทอีวอลเล็ต หักอีก 10% กลายเป็น 35% และนำเงินไปซื้อสินค้าจาก BNPL ได้ส่วนต่างของราคาที่จ่ายเลยกับราคาที่ผ่าน เป็นรอบที่สาม ธุรกรรม Non-Bank อย่างนี้แบงก์ชาติต้องเข้าไปดู ไม่เช่นนั้นจะลำบากหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับทุนเทาด้วย เรื่องพนันออนไลน์ ไม่สามารถพนันได้ หากไม่มีเงินฝากในบัญชี แต่มันมีอีกวิธีหนึ่งคือ บริการรับชำระเงินเกตเวย์ ใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต โอนจ่านได้หมด ซึ่งบริการรับชำระเงินเกตเวย์ มันคือ Non-Bank
นายวิทัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแบงก์ชาติกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง กับแบงก์รัฐอีก 7 แห่ง ตอนนี้มี Non-Bank อีก 24 ประเภท ผู้ประกอบการ 3,624 ราย ที่แบงก์ชาติจะต้องเข้าไปตรวจกำกับดูแล ด้วยใช้ระบบ DATA และ AI ในการตรวจ หากไม่ทำจะลำบากกัน ส่วนนี้เป็นการขยายบทบาทของแบงก์ชาติเข้ามากำกับดูแล Non-Bank ที่ต้องเข้าไปกำกับดูแลไม่เช่นนั้นประเทศจะมีปัญหา



