
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ภูมิทัศน์ความเสี่ยงการคลังไทยและนัยต่อการพัฒนาประเทศ” ในงานสัมมนาของสายงานเศรษฐกิจมหภาคฯ ประจำปี 2569 “เสริมคลัง สร้างอนาคตไทย” ที่สภาพัฒน์ เป็นผู้จัดงาน ว่า เศรษฐกิจไทยเจอความผันผวนและความเสี่ยงจำนวนมาก ทั้งความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ สังคมสูงวัย การบริหารนโยบายการคลังในอนาคตต้องสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับวิกฤต ไม่ควรมุ่งแต่การคุมหนี้สาธารณะให้อยู่แต่ในกรอบที่กำหนดไว้เท่านั้น
นายดนุชา กล่าวว่า 3 ประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่กดดันภาคการคลังไทย ในอนาคตได้แก่
1 พื้นที่ทางการคลังเริ่มจำกัด สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 41.1% ในช่วงก่อนโควิด 19 มาอยู่ที่ 67.5% ของจีดีพี ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังเพียง 3–4% ในการรับมือวิกฤตฉุกเฉิน
2 รายได้รัฐบาลต่อจีดีพี ลดลงต่อเนื่อง จาก 16.7% ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568
3. รายจ่ายจากสังคมสูงวัยสูงขึ้นมาก มีการคาดกันว่าในปี 2577 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด จะมีผู้สูงอายุมากถึง 28.4% ของประชากรทั้งหมด ทำให้คนวัยทำงานที่สร้างรายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มสูงขึ้น
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการคลังไทยในอนาคตให้มีความอย่างยั่งยืน จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
1 เน้นการลงทุนระยะยาว เปลี่ยนจากการเน้นอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข เทคโนโลยี เพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาว
2 ปรับสวัสดิการสังคมให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เชื่อมโยงฐานข้อมูลหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่อ่อนแอเดือดร้อนจริง ลดความซ้ำซ้อน ทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิและเกิดประโยชน์สูงสุด
3 ขยายฐานรายได้ของรัฐบาล โดยขยายฐานผู้ภาษีให้มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้รายได้เพิ่มมากขึ้น ทันกับรายจ่ายของประเทศที่เพิ่มขึ้น



