
วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุน แต่สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดอาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจราว 0.1-0.2% ของ GDP โดยในเดือนสิงหาคม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI) ขยายตัวเพิ่มขึ้น +3.7% YoY (จาก +3.0% เดือนกรกฎาคม) ในหมวดสินค้าคงทนจากยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ยังเติบโตเร่งขึ้น +21.8% (จาก+12.3%) ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรและการนำเข้าสินค้าทุนหมวดคอมพิวเตอร์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำขยายตัวต่อเนื่อง (+21.7% จาก +25.0%) และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัวที่ 2.5 ล้านคน
แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก แต่ภาพรวมการเติบโตอาจถูกจำกัดจาก (i) การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปที่มีแนวโน้มชะลอลงจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง (ii) แรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (iii) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น และ (iv) สถานการณ์น้ำท่วม โดยกรณีที่สถานการณ์ไม่รุนแรงขึ้นจากระดับปัจจุบัน
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าผลผลิตที่สูญเสียและการหยุดชะงักของภาคธุรกิจจากน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน อาจมีมูลค่าประมาณ 1.7-3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.1–0.2% ของ GDP ขณะที่ความเสียหายต่อสินทรัพย์ทางกายภาพ (Physical Assets) คาดว่าจะมีมูลค่าราว 0.6-0.8% ของสต็อกทุนรวมในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งสูงกว่าผลกระทบต่อ GDP อย่างมีนัยสำคัญ



