
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ระบุว่า
แจกเงินไม่จบ ฐานะการคลังจบ
ทีมเศรษฐกิจการคลังชุดนี้ บริหารประเทศโดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ต่อฐานะการคลังในอนาคต
ถึงแม้ตัวเลขจีดีพี ไตรมาสสี่ปี 2567 มีการยืนยันแล้วว่า การจ่ายเงิน 10,000 บาท ในเฟสหนึ่งและสอง ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจตามที่หวัง
โดยอัตราการเพิ่มการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ไตรมาสสี่ปี 2567 ขยายตัวเพียง 3.4% ต่อปี
ทั้งที่มีการอัดฉีดแจกเงิน 1.8 แสนล้านบาท
แต่ตัวเลขนี้ กลับไม่ได้ดีขึ้นกว่าตัวเลข ไตรมาสสามปี 2567 ซึ่งขยายตัว 3.3% ต่อปี
ปรากฏในข่าวข้างล่าง ทีมกระทรวงการคลังก็ยังจะเดินหน้าแจกเงินในเฟสสาม
ทั้งที่ธนาคารโลก ได้แสดงความห่วงใยเศรษฐกิจไทย
รายงานระบุว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.3% ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการทุ่มเงินลงไป 0.8% ของ GDP
ผมเสริมว่า เหตุผลเพราะ เงินที่แจก รัฐบาลไม่ได้มีเกินดุลงบประมาณ เก็บไว้ในลิ้นชัก
แต่เป็นการกู้หนี้สาธารณะเพิ่ม เพื่อมาแจกอุปโภคบริโภค
การแจกเงินกินใช้ไปวันๆ ไม่ได้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันแก่ประเทศ
เมื่อการแจกเงิน ไม่เพิ่มรายได้แก่ประชาชนในอนาคต รายได้รัฐบาลก็จะไม่เพิ่มขึ้น
รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาคืนหนี้สาธารณะ?
ทั้งที่ IMF ก็ไม่ได้เห็นด้วย กับนโยบายแจกเงินบริโภค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
กลับแนะไทยให้เปลี่ยนการใช้งบประมาณ จากแจกเงิน ไปลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ
หรือนำมาเพิ่มความคุ้มครองทางสังคม (Social Protection)
ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเติบโตแบบครอบคลุม (Inclusive) มากกว่า
และจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (Debt-to-GDP Ratio) ได้ในอนาคค
น่าเสียดาย ทีมเศรษฐกิจการคลังชุดนี้ ดูเหมือนจะเน้นแต่ การใช้งบประมาณเพื่อความนิยมทางการเมือง
ฝืนตัวเลขจีดีพีที่ประจักษ์ ฝืนข้อท้วงติงของสององค์กรระดับโลก
ผมค้านเรื่องการแจกเงินบริโภค มาแต่ก่อนเลือกตั้งปี 2566
กกต. ควรจะยุตินโยบายการคลังเพื่อคะแนนนิยมได้แล้ว