
วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว
โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้าหรือจ็อบเบอร์
นายกฯกล่าวว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่
“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา“นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไปตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชนว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7-10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการในทุกส่วน ส่วนที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนในเรื่องราคาน้ำมัน และส่วนที่จะสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ตามรูปแบบปกติโดยเฉพาะช่วงวันหยุดสงกรานต์ ขอให้ประชาชนมั่นใจ เราได้บริหารจัดการ และเชื่อมั่นว่าจะมีน้ำมันในรูปแบบต่างๆบริการประชาชนในช่วงวันหยุดได้ตามปกติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาดไปแล้วกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเราใช้แบบสภาวะปกติไม่ต้องเผื่อใส่ในถังใส่แกลอนไปตุนไว้ น้ำมันก็จะมีให้บริการเหมือนทุกปี ซึ่งปีนี้เราป้องกันไว้ว่าเดี๋ยวจะเกิดการขาดบ้างจึงได้ประสานไปยังผู้ประกอบการมาตรา 7 มาตรา 10 ของ พ.ร.บ.น้ำมัน ให้เตรียมพร้อมรถขนส่งในช่วงเทศกาลเป็นพิเศษ จากปกติช่วงเทศกาลรถขนส่งน้ำมันจะกำหนดเวลาการส่งไว้ แต่ปีนี้เพื่อให้ประชาชนคลายกังวลได้ใช้เวลาวันหยุดให้มีความสุขมากที่สุด เราได้ยกเว้นระเบียบให้รถขนส่งน้ำมันถ้ามีการร้องขอจากปั้มต่างๆในเวลาใดที่ขาดก็จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที แต่ถ้าเติมใส่ถังใส่แกลอนกลับบ้านก็จะเกิดการขาดน้ำมันให้บริการแน่นอน ถ้าใช้อย่างปกติขับไปถึงบ้านขากลับค่อยเติม ไม่ใช่น้ำมันลดขีดเดียวแล้วเติมเพราะกลัวไม่มีน้ำมันสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ขอให้ทุกท่านเตรียมวางแผนกลับภูมิลำเนาไปฉลองกับครอบครัวอย่างเต็มที่ ส่วนพวกเราจะป้องกันปราบปรามดำเนินคดี ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้มีความมุ่งมั่นปราบปรามและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเปรียบประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงานเช่นนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นความพยายามของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเรื่องน้ำมันให้มากที่สุด
นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับศบก.ปัจจุบัน ถูกตั้งโดยคำสั่งของนายกฯในรัฐบาลที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลง โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้งศบก.ใหม่ขึ้นมาตามกฎหมายใหม่ทุกอย่าง รอบแรกเราเน้นเรื่องบริหารจัดการให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศไม่ให้ขาดแคลน แต่ศบก.ที่จะมาใหม่นี้จะเน้นมาตรการช่วยเหลือประชาชน เน้นเรื่องบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องภาวะปัจจุบัน จะมีภารกิจเพิ่มมากขึ้นกว่าชุดเดิม เรียกไว้ว่าเป็น ศบก.พลัส ที่จะมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับที่ต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป ประเทศไทยไม่มีน้ำมันของตัวเอง เราต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรามีโรงกลั่น สิ่งที่เราสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้คือเรามีโรงกลั่น เรามีหน่วยงานและบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง เช่นปตท.และบริษัทในเครือทั่วโลกเชื่อมช่องทางต่างๆที่เขามีเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสรรหาน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าประชาชนใช้อย่างกังวลก็จะขาดได้ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทาง บางทีไม่ได้พูดไม่ได้แถลงออกมาเยอะ เพราะบางเรื่องเป็นความลับที่ต้องมั่นใจว่าจะปฏิบัติได้ ทำสำเร็จแล้ว ไม่ให้ข่าวรั่ว เราถึงมาแจ้ง ไม่มีอะไรซ่อนเร้นปิดบังข้อมูลกับประชาชน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลคำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอด
รมว.ยุติธรรม แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน 2.มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทำการตรวจสอบจากต้นทางคือตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมันเมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ตนขอยกเคสการดำเนินการที่จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่จังหวัดคลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของจ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคสจ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการในการต่างๆโดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม 10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำหากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามว่า สรุป โรงกลั่นไม่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ในส่วนของเรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์
อธิบดี DSI ชี้ประวิงเวลาขนส่งน้ำมัน ความผิดร้ายแรง ยืนยันจะทำอย่างเต็มที่
พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงการดำเนินคดีกรณีลักลอบขนส่งน้ำมันทางทะเล ว่า น้ำมันหายกลางทะเล หรือลักลอบส่งออกต่าง ๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่สิ่งที่เราเห็นเลย คือ การกักตุนน้ำมัน เพราะกฎหมายห้ามให้ผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่ายหรือชะลอหรือประวิงในการจำหน่ายหรือแม้แต่ประวิงการขนส่ง การเดินทางปกติใช้เวลา 2 วัน แต่พบความผิดปกติหลายเที่ยวใช้เวลา 5 – 6 วัน ถือว่าเป็นการประวิงเวลาในการส่งมอบสินค้า พฤติการณ์มีความร้ายแรงเกิดผลกระทบกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งเข้าเงื่อนไขในการรับเป็นคดีพิเศษได้ และส่วนอื่นจะมีการขยายผลต่อไป เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ โดย พ.ต.ต. ยุทธนา ยืนยันว่าจะทำเต็มที่
รอง ผบ.ตร. เผยตรวจสอบคลังเพิ่ม เหตุกักตุนจ่ายลดลง
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายดูเรื่องสถานีบริการต่างๆในวิกฤติน้ำมันขาดแคลน โดยในช่วงที่เกิดเหตุวิกฤติ จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง เรามีการย้อนลงไปว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ทำหน้าที่ในการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ พบว่า มี สถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง จากจำนวน 39 แห่ง ที่ตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในการขนส่ง
พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า ตัวอย่าง ที่น่าเชื่อว่ามีการกักตุน ประเด็นแรก การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง เราพบว่าบางคลัง ปกติในเดือน ก.พ.จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค. พบจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้มีการส่งน้ำมัน และการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลังมีการจ่ายผิดปกติ ลักษณ์เก็งกำไร ซึ่งมีคลังหนึ่งทางภาคเหนือปกติจ่ายน้ำมัน 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤติพบจ่ายอยู่แค่ประมาณ 1.2 ล้านลิตร เราจึงตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก จึงน่าเชื่อว่า มีส่วนในการกักตุน อีกส่วนพบว่าบางคลังไม่มีน้ำมันประมาณ 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมัน และถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือมีประเด็นอื่น อย่างไรเรากำลังตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายมา ในขณะที่โรงกลั่นมีการจ่ายน้ำมันมา
พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า เราตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้ราคามากกว่าหน้าปั๊ม 10 บาท เช่น ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งเรามีการจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วงวิกฤติ พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปลงที่นครสวรรค์และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันบริเวณหลังปั้ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลส่วนเรื่องการส่งออกมีการลักลอบส่งออกที่ อ.แม่สอด มีการลักลอบใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งที่เราตรวจพบ และจะมีการขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก
พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องเรือประมงที่มีการลงใน TikTok ของชาวกัมพูชา เราตรวจสอบพบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือของคนไทย ซึ่งคนใน TikTok เชื่อว่าเป็นคนไทยมีลูกเรือ 6 คน ซึ่งเรือดังกล่าวเป็นเรื่อที่สวมทะเบียนชื่อโชคชลกร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าของเรือ และติดตามเจ้าของเรือมาตรวจสอบเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมดังกล่าวมีการเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันกลางทะเลหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล

นายกฯ อนุทิน เรียก ป.ป.ส.-ศอ.บต. ถกแก้ใต้
นายอนุทิน ได้เรียก พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เข้าหารือถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ บนตึกไทยคู่ฟ้า
ต่อมา นายปิยะศิริ เปิดเผยภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า นายกฯให้ความกังวลในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะทำอย่างไร โดยให้ ศอ.บต.เสนอโมเดลขึ้นมา และท่านซีเรียสเรื่องยาเสพติด ต้องไม่เน้นแค่เรื่องการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูเรื่องการป้องกัน การบำบัด การฟื้นฟู และป้องกันเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่ไม่อยากให้เกิดเหตุขึ้น



