ครม. ไฟเขียวกองทุนน้ำมันฯ กู้ 2 หมื่นล้านบาท

Date:

รัชดา ธนาดิเรก

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ ให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว

สืบนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย. 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช.  เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 69  และ แผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 71 – สิงหาคม 74

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน

ครม.ไฟเขียว อ.ส.ค. กู้เงิน 600 ลบ. ดอกเบี้ย 0%  รับซื้อน้ำนมดิบ ช่วยเกษตรกรโคนม 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

1.เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท

2. อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ อ.ส.ค. กู้ยืมเพื่อนำไปดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการเกษตร ระยะที่ 2 วงเงิน 600 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนภายใน 7 ปี (พ.ศ. 2568–2575)

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินของ อ.ส.ค. และใช้เป็น “เงินหมุนเวียน” ในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง (สระบุรี) ภาคใต้ (ประจวบคีรีขันธ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) และภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย) ครอบคลุม 44 สหกรณ์ สมาชิกเกษตรกรรวม 5,110 ราย

ทั้งนี้ โครงการระยะที่ 2 เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการระยะที่ 1 หลังจากในปี 2568 อ.ส.ค. ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ยอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น    รวมถึงผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–นิวซีแลนด์ ที่ลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์นมและนมผงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปใช้นมผงทดแทนน้ำนมดิบในประเทศ   ซึ่ง อ.ส.ค. ได้ดำเนินการช่วยเหลือ ตามโครงการระยะที่ 1 โดยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติม สำหรับเกษตรที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย แต่ยังสามารถแก้ขปัญหาในภาพรวมได้ 

“สำหรับโครงการระยะที่ 2 ตั้งเป้ารับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมในเครือ อ.ส.ค. ปริมาณ 26,375,000 กิโลกรัมต่อ 1 รอบการผลิต โดยเกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ปีละ 3 รอบการผลิต รวม 79,125,000 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาโครงการ 7 ปี (พ.ศ. 2569–2575)” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ

ครม. ไฟเขียวงบปี 70 อนุมัติเงินอุดหนุน “สภาผู้บริโภค”  กว่า 344 ลบ. เสริมแกร่งงานคุ้มครองสิทธิ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบกรอบวงเงิน การขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปี “เป็นการจ่ายขาด” ให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน  344.17 ล้านบาท ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562

โดยให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นำไปจัดทำคำของบประมาณเพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปีเป็นการจ่ายขาดให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค ในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของ สปน. ต่อไป

สำหรับ 7 แผนงาน ดังนี้

1) แผนคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ์ของผู้บริโภค 6 โครงการ/กิจกรรมย่อย

2) แผนงานพัฒนานโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 6 โครงการ/กิจกรรมย่อย

3) แผนสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภคให้ครอบคลุม

ทุกจังหวัด 13 โครงการ/กิจกรรมย่อย

4) แผนหน่วยงานประจำจังหวัดและหน่วยงานเขตพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของ

สภาผู้บริโภค 14 โครงการ/กิจกรรมย่อย

5) แผนการสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 5 โครงการ/กิจกรรมย่อย

6) แผนพัฒนาการดำเนินงานและบริหารจัดการสภาองค์กรผู้บริโภค 16 โครงการ/ กิจกรรมย่อย

7) แผนพัฒนากลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนสภาองค์กรของผู้บริโภค จำนวน 18 โครงการ/กิจกรรมย่อย

ครม. เคาะงบกลาง 1.1 พันล้าน เตรียมความพร้อม ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม World Bank – IMF ปี 69 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ สำหรับการเป็นเจ้าภาพ ‘จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569   โดยอนุมัติกรอบวงเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน1,162.27 ล้านบาท   และมอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้แก่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็น หน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อดำเนินการเตรียมการเป็นเจ้าภาพต่อไป  

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การอนุมัติงบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็น เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมครอบคลุม สถานที่จัดการประชุมสถานที่ลงทะเบียน จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปกรณ์สำนักงานและวัสดุสำนักงานเฟอร์นิเจอร์ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่กำหนดการตรวจสอบความเรียบร้อยในการเตรียมความพร้อมสถานที่จัดการประชุมประจำปีฯ ปี 2569 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจะตรวจสอบในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2569 เพื่อให้สามารถใช้จัดการประชุมดังกล่าวระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569  นี้ 

การเป็นเจ้าภาพจากการประชุมดังกล่าว จะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจากการประชุมระหว่างประเทศ เป็นเวทีสำคัญในการแสดงแนวคิดและพรรคการนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของไทยในประชาคมโลก และ เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือและเรียนรู้วิทยาการ ในประเด็นต่าง ๆ จากประเทศสมาชิก

“การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 นี้ ถือเป็นการประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการ “สร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก” และสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศองค์กรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐาสนะผู้ว่าการธนาคารโลกจากประเทศสมาชิก จำนวน 189 ประเทศ  และ ผู้ว่าการธนาคารกลางในฐานะผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศจากประเทศสมาชิก จำนวน 191 ประเทศ  คาดจะมีผู้เข้าร่วม การประชุมประจำปีฯ จากทั่วโลกประมาณ 15,000 คน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ

ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา   ประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่

แผนงาน 1. : สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท  มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” (ทุนเสมอภาค) ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษา- มัธยมศึกษาตอนต้น  อัตรา 4,200 บาท/คน/ปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

แผนงาน 2  : แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล 

แผนงาน 3 :  เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง

แผนงาน 4 :   พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของทุกแผนงาน  ผ่านการพัฒนา งานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ กสศ. 

แผนงาน 5 : บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการ “ชี้เป้า” กลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน

แลนด์บริดจ์

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 

45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท 

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้ 

กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12  ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82  ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา

กระทรวงคมนาคม  20  รายการ วงเงิน 45,703.55  ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ.   ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ 1)โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด 2)โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570

กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ.  ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท  เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน

กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี – พนัสนิคม – (พานทอง) – (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC

ครม. เห็นชอบจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 2,502 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงินรวม 2,502 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายผลิตแพทย์จากพื้นที่ ให้กลับไปทำงานดูแลประชาชนในบ้านเกิด โดยจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2571 และภายในปี 2579 คาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มให้พื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 71 คน พร้อมมีนักศึกษาแพทย์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 216 คน

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภา และสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ โดยพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พัฒนาบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน รวมทั้งยกระดับโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ให้เป็นศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการกระจายแพทย์ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังต้องเดินทางไกลเพื่อรับบริการทางการแพทย์ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างกำลังคนด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์พื้นที่จริง

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดคณะใหม่ แต่คือการสร้างแพทย์ให้กลับไปดูแลบ้านเกิด ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และทำให้ประชาชนในภาคอีสานตอนบนเข้าถึงหมอและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบโครงการ “ศูนย์สุขภาพอันดามัน” ม.อ. วงเงิน 6,431 ล้านบาท 

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วงเงินรวม 6,431.74 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2573 เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามัน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ลดภาระการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนไปยังพื้นที่อื่น และเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อันดามัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

โครงการประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ วิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์สงขลานครินทร์ ภูเก็ต ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ รองรับการรักษาโรคซับซ้อน การแพทย์แม่นยำ การแพทย์ทางไกล และการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

สำหรับโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต จะมีการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล วงเงิน 4,845.14 ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณ 2,907.09 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,938.06 ล้านบาท พร้อมจัดหาครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2573

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดอันดามันให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการแพทย์คุณภาพใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

“นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างโรงพยาบาล แต่คือการวางรากฐานระบบสุขภาพของอันดามันทั้งภูมิภาค ให้มีทั้งบุคลากร เทคโนโลยี งานวิจัย และบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล” นางสาวลลิดา กล่าว

ครม. เห็นชอบศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ม.ขอนแก่น วงเงิน 3,000 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ศูนย์กลางการแพทย์ขั้นเลิศ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2573

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ และมีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งศูนย์รักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรังสีรักษาขั้นสูงที่มีความแม่นยำ สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ และลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง เหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งบางกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูงในการรักษา

โครงการจะตั้งอยู่ภายในพื้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บนพื้นที่ประมาณ 4.9 ไร่ โดยก่อสร้างอาคารบริการสูง 6 ชั้น พร้อมชั้นหลังคา พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,979 ตารางเมตร และจัดหาเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอน รวมถึงระบบวางแผนการรักษา ระบบจัดการข้อมูลด้านมะเร็งวิทยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรอบวงเงิน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 1,820 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,180 ล้านบาท โดยโครงการมีกำหนดเริ่มให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนในปี 2574 และคาดว่าจะรองรับผู้ป่วยฉายรังสีและผู้ป่วยติดตามผลการรักษาได้ประมาณ 6,000 รายต่อปี

นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ด้านรังสีรักษา ฟิสิกส์การแพทย์ และเทคโนโลยีอนุภาคโปรตอน รวมถึงเป็นฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษามะเร็งของประเทศ

“โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องมือแพทย์ แต่คือการยกระดับโอกาสการรักษาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ให้เข้าถึงการรักษาขั้นสูงได้ใกล้บ้าน ลดภาระการเดินทาง ลดการรอคอย และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’