
เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 13 พ.ค. 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับทราบรายงานกรณี ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์แล้วจากพลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก โดยการยิงครั้งนี้อยู่ในฝั่งของเขา ไม่ได้มายั่วยุเราแบบเห็นชัดเจนหรือแสดงอะไร เพียงแต่ได้ยินเสียงปืน และหลังจากที่ทหารไทยได้มีการยิงเตือนไป2 นัด เหตุการณ์ก็เงียบไป
เมื่อถามว่าชาวบ้านกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทหารได้มีการตรึงกำลังตลอดตามแนวชายแดน ซึ่งเขาจะมาล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้

‘เสนาธิการทหารบก’ เผย หลังเยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารกัมพูชา สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่
พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลัง เข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ว่า ตนได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือ โดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น
ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบนั้น พลเอก ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสองยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย
ทั้งนี้ ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือ มาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือ มาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น
ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พลเอก ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น
นอกจากนี้ พลเอก ชัยพฤกษ์ ยังกล่าวถึงกรณี นายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือน หรือ ดูแลอย่างไร ว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่า มีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล



