
วันที่ 20 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ – เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐและคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน(กกร.)
โดยนายกฯกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในฐานะที่ตนเป็รหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ ความเห็นของทุกท่านเพิ่มเติม ในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอรัปชันต่อไป แต่ขอกราบเรียนย้ำให้ท่านได้รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชันเชิงโครง โดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและยังเลยไปไปถึงประชาคมโลกด้วยในระดับนานาชาติ
นายกฯ กล่าวว่า ล่าสุดตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย(CPI) ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน
“ผมเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ก็มีข้อยกเว้นข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ครึ่งเดียว ผมได้แจ้งนายปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้นก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆปิดๆ เฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ส่วน ที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้ต้อง จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่น ซึ่งผมบ่นกับเลขาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไปศาล ไปป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ ซึ่งถ้าเขาทำและออกวัดออกมาเป็นความสำเร็จแปลว่ามันต้องมีการตรวจสอบกลับไป โจรย่อมทิ้งร่องรอยผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่และผมเชื่อว่าตรงนั้น ท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ให้แหล่งข่าวต่างๆที่จะสามารถทำให้สอบไปถึงต้นตอได้“นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่การที่จะไปวัดจากการสอบถาม ตนขอกราบเรียนตรงๆว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคจากภาครัฐ และอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปีว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร ถามว่านายอนุทินคิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชันไหม คำตอบคือมีถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้นตรงนี้มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข และไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทย มีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ซึ่งตนคิดว่ามันมีผลกระทบมากมายหลายประการ มีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนาๆประเทศทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันมีความเสียหาย

‘ปกรณ์’ เผย นายกฯ อนุทิน สั่งหน่วยงานรัฐทำรายงานศึกษาปิดช่องโหว่ทุจริต
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมในกรณีที่ภาคเอกชนมีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าจริงๆแล้ว เรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการต่อต้านการทุจริต เพราะประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้เลยถ้าเรามีเรื่องเหล่านี้อยู่ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนจะไม่มี นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไร และตนได้ให้นโยบายต่อไปว่าให้เอาข้อมูลในประเด็นต่างๆ เข้าไปทำการสำรวจ ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่บ้างที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอรัปชั่น เหล่านี้ได้ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน 6 หรือ 7 กลุ่มธุรกิจ ในวันที่ 10 มิ.ย. ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริต และพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็ปไซต์ law.go.th และเมื่อได้ความคิดเห็นเป็นอย่างไรแล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไข จะได้ไม่เกิดช่องโหว่ต่างๆในเรื่องนี้ที่เป็นครหากันอีก
นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาคเอกชนจะรับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จริงๆ สำหรับการให้สัมภาษณ์อะไรต่างๆคงไม่มีประเด็นแล้ว ทุกหน่วยงานเข้าใจหมดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายประจำซึ่งจะต้องรับข้อมูลไปปฏิบัติ

‘ประธานทีดีอาร์ไอ’ เผย วันนี้ชงรบ. 4 มาตรการยกระดับความโปร่งใส ปูทางเข้า OECD เน้นเปิดเผยข้อมูล ไม่ฟ้องปิดปากประชาชน
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังการเข้าร่วมการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ – เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ในวันนี้ได้เสนอ 4 แนวทางที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในการยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล ได้แก่ 1.รัฐบาลควรเปิดชุดข้อมูลที่ช่วยต่อต้านคอร์รัปชันจำนวน 25 ชุด ตามมาตรฐานของธนาคารโลก ซึ่งมีการระบุชัดเจนจากธนาคารโลกแล้วว่า ควรเปิดเผยข้อมูลชุดใดให้สาธารณะรับทราบบ้าง 2.รัฐบาลควรทำกิโยตินกฎหมาย เพื่อทบทวนและยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะขั้นตอนการขอใบอนุญาตและการอนุมัติที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดดุลพินิจและการทุจริต
นายสมเกียรติ กล่าวว่า 3.รัฐบาลควรนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขนาดใหญ่ โดยจัดให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ ซึ่งมาตรการนี้เคยมีการดำเนินการมาแล้วแต่ขาดความต่อเนื่องในบางช่วงของรัฐบาลที่ผ่านมา จึงควรนำกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจังอีกครั้ง และ 4.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับนโยบายคุ้มครองประชาชนผู้ให้เบาะแส โดยรัฐบาลควรวางแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐไม่ฟ้องร้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสการทุจริต หากข้าราชการหรืออธิบดีเกิดความไม่พอใจส่วนตัว ต้องดำเนินการฟ้องร้องในนามส่วนบุคคล ไม่ใช่ใช้หน่วยงานหรือกรมไปฟ้อง นอกจากนี้ ควรมีการปรับภาระการพิสูจน์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐานของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องเพื่อปิดปากประชาชนได้โดยง่าย
นายสมเกียรติ กล่าวว่า การดำเนินงานควรเน้นการป้องกันมากกว่าการปราบปราม เนื่องจากปริมาณการทุจริตมีจำนวนมากจนไม่สามารถจับกุมได้หมด แต่การป้องกันด้วยการเปิดเผยข้อมูล การใช้ข้อตกลงคุณธรรม และการทำกิโยตินกฎหมายจะช่วยลดปัญหาได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม หากทำสำเร็จทั้ง 4 เรื่องนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีโอกาสเข้าเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะเป็นการเริ่มต้นทำงานที่ถูกทางตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก



