
วันที่ 23 มิ.ย. 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรายและค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกบกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. … ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569
สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้ 1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว 2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร และ3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส
มากไปกว่านั้น ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมรวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

‘พิพัฒน์’ ดัน พรบ. ตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสี จ่าย 17-45 บาท ตั้งเป้าเริ่มใช้ 1 ม.ค. 70
นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือ “ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ว่า เป็นนโยบาย ที่ทำมาอยู่แล้วในสายสีม่วงและสีแดง ในราคา 40 บาทตลอดวัน และตอนนี้จะมาขยายเส้นทางครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสี โดยดึงเข้ามาเป็นของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แต่ปัญหาขณะนี้คือรัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อกิจการจากผู้ประกอบการในส่วนที่ไม่ใช่ของรัฐ โดยขณะนี้มีหลายสัญญาที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2572 ซึ่งถ้าหากรัฐจะซื้อทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง แสนล้าน จึงจะใช้วิธีการ “ตั๋วร่วม” ในราคา 17- 45 บาท โดยเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ไม่ว่าจะเดินทางกี่สายก็จะเก็บแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง ว่า การที่รัฐบาลจะเอารถไฟฟ้าทั้งหมดมาเป็น รฟม.จะระดมทุนได้จากที่ไหน ซึ่งเบื้องต้น มีแนวคิดว่าจะนำรถไฟฟ้าทั้งหมดไประดมทุนใน Thailand Future Fund (TFFIF) หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยที่จัดตั้งโดยภาครัฐ ก็จะใช้เวลาไม่น้อยอาจจะ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี ซึ่งเมื่อใช้วิธีการนี้การนำไฟฟ้าทั้งหมดมาเป็นของรัฐก็จะเกิดขึ้นจริงได้ และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีการกำหนดรายละเอียดแยกราคาตั๋วเป็นรายสัปดาห์ ราคา นักเรียนนักศึกษาและราคาผู้สูงอายุ
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า จะพยายามทำระบบตั๋วร่วม ให้ทันภายในสิ้นปีนี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อให้เริ่มใช้ทัน ในวันวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วย โดยต้องดูว่าเอกชนมีรายได้เท่าไหร่ และรัฐจะต้องนำงบประมาณบางส่วนชดเชยรายได้ส่วนต่างให้กับเอกชนด้วย
ส่วนที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือการเลือกสถาบันทางการเงินว่าจะใช้สถาบันใดมาเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อคืนให้กับเอกชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมจะต้องเป็นผู้พิจารณา



