
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดีฆาตกรรมชาวรัสเซียและคดีพบผู้เสียชีวิตรวม 5 ศพ ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
โดยคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ลงจอดที่สนามเฮลิคอปเตอร์วิหารเซียน ก่อนเข้าตรวจสอบจุดพบศพนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย 2 ราย ภายในพื้นที่ป่าซากแง้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยาเป็นผู้บรรยายสรุปข้อมูล จากนั้นเดินทางไปยังจุดพบศพ 3 พ่อแม่ลูกในสวนมะพร้าว ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร
ภายหลังลงพื้นที่ นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะไม่สนับสนุนการลดโทษแก่ผู้กระทำผิดในคดีอุกอาจที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยและตรวจตราพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก
นายกรัฐมนตรียังแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวขอโทษนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวรัสเซีย โดยย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำของผู้ก่ออาชญากรรมเฉพาะราย ไม่ใช่ภาพสะท้อนว่าประเทศไทยขาดความปลอดภัยโดยรวม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามผู้ร่วมก่อเหตุและดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
เมื่อถามถึงกรณีผู้ต้องหาที่เคยมีประวัติถูกจำคุกแต่กลับมาก่อเหตุซ้ำ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำเป็นต้องทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมาย และกำชับให้พนักงานสอบสวนจัดทำสำนวนคดีอย่างรัดกุม เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษได้อย่างครบถ้วน
เมื่อถามว่ากระแสสังคมที่เรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิด นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย แต่การลงโทษเป็นอำนาจพิจารณาของศาล รัฐบาลมีหน้าที่ดำเนินคดีผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายและไม่เป็นเยี่ยงอย่างแก่สังคม
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปรับฟังสรุปผลการสืบสวนและการจับกุมผู้ต้องหาในคดีพบผู้เสียชีวิตรวม 5 ศพ ซึ่งมีนายฑนา หรือ “ป๋อง” และพวกร่วมเป็นผู้ต้องหา ก่อนติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด

นายกฯ อนุทิน ฟังสรุปคดี 5 ศพ กำชับตำรวจทำสำนวนให้รัดกุม
ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางต่อมายังสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยญาติของผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียได้นำช่อดอกไม้มอบให้นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาและเร่งคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้ารับฟังการบรรยายสรุปจากชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน ถึงลำดับเหตุการณ์ ความคืบหน้าของคดีฆาตกรรมชาวรัสเซีย รวมถึงคดีฆาตกรรมพ่อแม่ลูกชาวไทย
ต่อมานายอนุทิน แถลงข่าวว่า เรื่องการจับกุมมีหลักฐานเป็นที่แน่นอน และยังสามารถตามจับกุม ผู้ที่ให้การสนับสนุนอีก 3-4 คน ที่ร่วมในการกระทำความผิด ซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างแน่นหนา ที่พบว่ากลุ่มนี้กระทำผิดมาแล้ว 2-3 ครั้ง นอกจากเคสที่ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และครอบครัวชาวไทย 3 พ่อ แม่ ลูก แล้ว ตอนนี้ตำรวจกำลังขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะกระทำผิด 1-2 ครั้ง ถือว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม และการจับกลุ่มครั้งนี้ยังสามารถขยายผลไปเรื่องยาเสพติด อยากฝากสื่อมวลชนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวรัสเซีย ไม่อยากให้ใช้คำว่านักท่องเที่ยว เนื่องจากว่าทั้ง 2 คน เข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยกับครอบครัว แม่และตา นานประมาณ 7 ปี เพื่อมาศึกษาและประกอบธุรกิจ ทั้งที่ชลบุรีและภูเก็ต และเข้าออกประเทศไทย มากกว่า 40 ครั้ง จึงอยากให้เลี่ยง การพาดหัวข่าวว่าเป็นนักท่องเที่ยว
นายอนุทิน กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ ตนอยากขอโทษพี่น้องชาวรัสเซีย ที่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นประชาชนชาวรัสเซีย แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม และต้องขออภัย โดยรับปากจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ดำเนินคดีลงโทษกับผู้กระทำผิด และจะเข้มงวด ซึ่งจับกุมตัวผู้กระทำผิดทุกคนได้แล้ว และศาลไม่ให้ประกันตัวแน่นอน โดยตนได้มีข้อสั่งการไปยัง เจ้าพนักงานทุกนาย ปิดช่องโหว่ปิดทางออกปิดทุกช่องทาง ไม่ให้มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ให้หลุดคดี และตนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตำรวจจะทำให้ดี และแน่นหนาไม่ให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง
ซึ่งจากการตรวจสอบ ผู้ต้องหา 2 คน ทั้งนายป๋อง และนายธง เพิ่งออกจากคุก มีจิตใจที่เหี่ยมโหดเกิดมนุษย์ ไม่มีความตั้งใจที่ทำความดี จึงต้องไปหารือกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อไปติดตามพฤติกรรมผู้ต้องขัง และจัดให้มีการเฝ้าดูพฤติกรรมเป็นระยะหนึ่ง เพราะออกมาแล้วไม่มีความสำนึก
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ได้ลดหย่อน หลังเกิดเหตุก็เร่งตามจับกุมผู้ต้องหา จนนำไปสู่การพบร่างของผู้เคราะห์ร้าย และสืบสวนขยายผล ไปนำไปสู่การคลี่คลายคดีอื่น ๆ ส่วนประเด็นที่ว่าจะไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีเทาหรือไม่ ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติ มาพักอาศัย มาทำมาหากิน ภายใต้กฎหมายไทย บนความสุจริต ไม่เอาเปรียบคนไทย ไม่เอาเปรียบไทย ไม่ใช้วิวิธีการบังหน้าด้วยนอมินี อย่างกรณีนี้ มีข้อสงสัยก็ต้องนำสืบต่อไป
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนการติดตามหาเบาะแสของ 3 พ่อ แม่ ลูก ตำรวจติดตามมาตลอด จนกระทั่งเกิดเคสของรัสเซีย ก็นำมาเชื่อมโยงกัน และเครือข่ายนี้ไม่ใช่มีแค่ 2 คน แต่มีกลุ่มเครือข่ายที่เข้าไปเจอในคุก ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งยืนยันว่าตำรวจไม่ได้เพิกเฉย จนพบความเชื่อมโยงระหว่างสองคดี และขยายผลจับกุมทั้งขบวนการได้ ซึ่งยังไม่รวมคนที่การสนับสนุนซึ่งจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพราะหลังจากที่ก่อเหตุพบว่ามีเพื่อนที่นายป๋องรู้จักในเรือนจำ ได้โอนเงิน 3,000 บาท มาให้เพื่อใช้ในการหลบหนี ซึ่งตำรวจรู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มเครือข่ายของนายป๋อง และนายธร เป็นเครือข่าย ที่รู้จักกันหลังจากที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังมีการติดต่อเชื่อมโยงกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน จึงมีการตั้งเป็นเครือข่ายขึ้นมา เป็นกลุ่มที่เคยค้ายาเสพติดด้วยกัน ซึ่งทั้งสองคนต้องโดนโทษหนัก เพราะนอกจากจะมีคดียาแล้ว ยังมีคดีพยายามฆ่า คดีฆาตกรรม แต่เมื่อพ้นโทษออกมา ได้กลับมาก่อเหตุอีก ซึ่งพนักงานสอบสวนจะรวบรวมเข้าไปในสำนวน
“รู้สึกเซ็ง เป็นเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น เพราะคนประเภทนี้ไม่ควรให้ออกมาเพ่นพ่าน และออกมาทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย” นายกฯ กล่าว



